วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ประเทศไทยนี้เป็นของใครกัน?


"ถึงแม้ในปัจจุบันเราอาจจะบอกได้ว่า รัฐไทย นั้นเป็น 
คนไท ซึ้งเป็นคนส่วนใหญ่แต่จากการกระทำของ รัฐไทย ในปัจจุบัน 
เราก็เห็นได้ว่าความเป็น รัฐของคนไท ที่ถูกบัญญัติเอาไว้
กลับไม่เป็นความจริงหรือเป็นแค่เพียงฉากหน้าเท่านั้น
เพราะ"รัฐบาล"ไม่เคยเหลียวแหล คนไทแท้ ลูกหลานกรรมกร ชาวนา 
ซึ้งถือได้ว่าเป็น กระดูกสันหลังของชาติเลย"


โดย นักวิชาการฝ่ายขวา

                           คนไท นั้นถือได้ว่าเป็นกลุ่มเชื้อชาติ ที่มีอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์ของ"รัฐไทย"รวมไปถึง ดินแดนใกล้เคียงต่างๆเป็นอย่างมาก ในฐานะของกลุ่มคนที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับอำนาจของผู้ปกครองจากต่างชาติ ซึ้งเข้ามาช่วงชิงครอบครองดินแดน และ กลืนดินแดนรวมไปถึง"ชนชาติไท"ด้วย อันจะเห็นได้จากการลุกขึ้นสู้ของ พ่อขุนศรีอินราทิตย์ของอาณาจักรสุโขทัยที่ไม่ยอมสวามิภักดิ์แก่อาณาจักรขอม เลยไปถึง พระนเรศวรมหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา ที่ต่อต้านอาณาจักรหงสาวดี รวมไปถึง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก แห่งอาณาจักรรัตนโกสินทร์ ที่ทำสงครามรักษาอิสรภาพของกรุงสยามเอาไว้ ซึ้งต่างต่อสู้เพื่อให้พ้นจากการครอบงำทางอำานจของกลุ่มชนต่างชาติบนแผ่นดินของรัฐไทยในปัจจุบัน และ เพื่อ รวบรวมคนไท ที่ตั้งตนเป็นอิสระเข้ามาไว้ด้วยกัน ซึ้งถือได้ว่า คนไท นั้นเป็นกลุ่มคนที่บทบาทอย่างยิ่งต่อ รัฐไทย ในปัจจุบันซึ้งพวกเขาต่างต่อสู้เพื่อดำรงรักษา เผ่าผงพันธุ์ เอาไว้

                        แต่ถึงแม้ว่า รัฐไทย จะถูกก่อตั้งขึ้นมาหรือมีคนส่วนใหญ่ เป็น คนไทแท้ นั้น รัฐไทย ในปัจจุบันกลับไม่ปกป้องสิทธิ ของ คนไท ด้วยกันจากการกดขี่ของ พวกนายทุน และ พวกภาระ เพราะว่า รัฐไทย ในปัจจุบันนั้นถูกจัดตั้งขึ้นมาหรือถูกควบคุมโดย ระบบรัฐสภา ที่มีคนต่างเชื้อชาติ เช่น คนจีน หรือ คนมุสลิม เป็นต้นที่ต่างเข้ามามีอำนาจปกครอง คนไท และ รัฐไทย

                        ถึงแม้ในปัจจุบันเราอาจจะบอกได้ว่า รัฐไทย นั้นเป็น คนไทแท้ ซึ้งเป็นคนส่วนใหญ่ แต่จากการกระทำของ รัฐไทย ในปัจจุบัน เราก็เห็นได้ว่า ความเป็น รัฐของคนไท ที่ถูกบัญญัติเอาไว้กลับไม่เป็นความจริงหรือเป็นแค่เพียงฉากหน้าเท่านั้นเพราะ รัฐบาล ไม่เคยเหลียวแหล คนไทแท้ ลูกหลานกรรมกร ชาวนา ซึ้งถือได้ว่าเป็น กระดูกสันหลังของชาติเลย และมันอาจจะเป้นเพราะ อำนาจไม่ได้เคยเป็นของ คนไท มาตลอด เพราะอำนาจในการบริหารจัดการกลับตกอยู่ในมือหรืือถูกผูกขาดโดยกลุ่มชนชาติอื่น ที่ต่างร่ำรวยมาจากการกดขี่ คนไท หรืออำนาจไปตกอยู่ในมือของพวกนักการเมืองในรัฐสภาที่ต่างแย่งชิงอำนาจกัน ขัดแย้งกัน ดูตัวอย่าง ได้จากการรัฐประหารของกองทัพที่รู้จักกันในนามการรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 ซึ้งหัวหน้าของกลุ่มรัฐประหารนั้นก็คือ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน นั้นก็ไม่ใช้ คนไท เสียแล้วซึ้งการกระทำของพวกภาระเหล่านี้ ที่กระทำต่อ รัฐไทย ทำให้ รัฐไทย นั้นเฉื่อยชาและล้าหลังลง

                      ไม่ใช้แค่นั้น ที่เราเห็นว่า คนไทแท้ กำลังสูญเสียบทบาทใน รัฐไทย ทางการเมืองไปแต่มันยังเชื่อมโยงไปถึงสิ่งที่เราสูญเสียบทบาทในด้านเศรฐกิจ ที่เราถือว่า ทุนทางเศรฐกิจ นั้นมีสองทุน คือ ทุนทางการเงิน และ ทุนทางการผลิต ซึ้งพวกภาระนั้นได้ยึด กอด ทุนทางการเงินเอาไว้อย่างแนบแน่น และ มันจะไม่ยอมปล่อย ให้ใครหน้าใหนทั้งนั้น รวมไปถึงในตอนนี้เราเองก็สูญเสียบทบาททางการทหารไปแล้ว ดูได้จากการที่ อดีตผู้บัญชาการของกองทัพบกของไทยอย่าง พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน นั้นกลับไม่ใช้คนไทย แต่เป็น ชาวมุสลิม ที่มีบทบาททางการทหารในกองทัพของ คนไท ซึ้งถือได้ว่าเป็น ชาวพุทธ และเป็นชนชาติที่นับถือศาสนาพุทธอย่างเหนียวแน่น

                     การสูญเสียอำนาจบทบาทของคนไท ในทุกด้านทำให้ คนไท นั้นในปัจจุบันถือได้ว่าเป็นะพลเมืองชั้นสอง ซึ้งนั้นก็คือเป็น พลเมืองต่างชาติ ในประเทศตัวเอง ซึ้งต่างได้รับการดูถูกเหยีดหยามจาก ชนชาติ อื่นที่อยู่ในไทยอย่างยิ้มย่องลำพองใจว่า"คนไท นั้นโง่"และต่างเสวยสุขอยู่บนกองเงิน กองทอง ที่เราหามาให้ พวกภาระ เหล่านี้กลับไปยัง กลุ่มชนชาติเดียวกับพวกเค้า และ ทิ้งชนชาติไท เอาไว้เบื้องหลังของเหตุการณ์ และ ไม่แน่ในอนาคตเราอาจจะไม่ได้เห็น คนที่ชื่อว่า ไท อีกแล้ว

                      จากการตั้งคำถามเหล่านี้เราได้รับคำตอบโดยตัวของมันเองอยู่แล้วว่า รัฐไทย ไม่ใช้ของคนไทย แล้วถ้าหากมีคนถามว่า รัฐไทย รวมไปถึง คนไท ควรจะทำเช่นไรในปัจจุบัน เราฝ่ายขวาฟาสซิสต์ นั้นจะบอกกลับไปว่า รัฐไทย จะต้องเป็นของ คนไท จริง ไม่เป็นของ คนไทแค่เพียงในนามเท่านั้น แต่ คนไท และ รัฐไทย ควรจะหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวในฐานะที่เราเป็นทั้งมวลชนส่วนใหญ่ เป็นทั้งผู้ที่กำหนดประเทศนี้ และ เป็นทั้งผู้ทีก่อตัง รัฐไทย นี้ขึ้นมาเพราะเช่นนั้นแล้ว รัฐไทย คือ รัฐของเรา ที่ไม่มีใครจะยื้อแย่งมันไปจากเราได้

ความล้มเหลวของรัฐประชาธิปไตยแบบตะวันตก


โดย นักวิชาการฝ่ายขวา

                         นานมาแล้วที่ รัฐประชาธิปไตยแบบตะวันตก ที่มีวัฒนธรรมรากเหง้ามาจากยุโรปและอเมริกา ถือกำเนิดขึ้นด้วยการเถลิงอำนาจอย่างสูงสุดของพวกเสรีนิยมหัวรุนรแง และพวกเซคูล่าริสต์ ที่ต่อต้านศาสนา ในสมัยแห่งการปฏิวัติฝรั่งเศษ และด้วยบทเรียนที่ได้รับมาตลอดหรือจากการถูกฝังหัวด้วยระบอบการปกครองนั้นเราเชื่อว่า รัฐประชาธิปไตยแบบตะวันตก นั้นคือ รัฐที่มีคนส่วนใหญ่ เป็นเสียงข้างมากหรือนับคนส่วนใหญ่ไว้ในฐานะเสียงอันทรงคุณค่า ทั้งที่ในปฎิบัติแล้วอำนาจและสิทธิเสียงที่แท้จริงนั้นตกอยู่ในมือของ นักการเมืองและชนชั้นปกครอง ซึ้งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการปกครองภายใต้ ระบอบที่พวกเราทุกคนสมควรเรียกมันว่า "รัฐเผด็จการประชาธิปไตย"
                   
                        อย่างที่ทราบกัน ความล้มเหลวของการต่อสู้ในสมัยหนึ่งระหว่าง พวกอนุรักษ์นิยม กับ พวกหัวรุนแรงเสรีนิยม ได้นำความอ่อนแอมาสุ่ฐานรากแห่งระบอบศักดินาแบบตะวันตก และยับยั้งการแผ่ขยายของลัทธิศักดินาตะวันตกในโลกใหม่อย่าง เช่น สหรัฐอเมริกา การพ่ายแพ้สงครามของจักรวรรดิศํกดินาตะวันตก อย่าง อังกฤษ ซึ้งอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านมาสู่ระบอบทุนนิยม และ ความพ่ายแพ้ของระบอบศักดินาแบบตะวันตกในฝรั่งเศษ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เป็นไปในประวัติศาสตร์ยุโรป และ กำลังเป็นไปในประวัติศาสตร์การต่อสู้ของเรา ผู้รักชาติ
                 
                        และเมื่อมันนำความล้มเหลวมาสู่ประเทศชาติและสังคม ในจังหวะที่มันไม่สามารถทำให้ผู้คนเชื่องเชื่อต่อระบอบการปกครองอันทุจริต และ ฉ้อฉล ได้อีกต่อไปเมื่อผู้คนเริ่มกลับไปหาสังคมรากเหง้าของตนเองซึ้งเป็นสังคมกลุ่มชนศาสนาจนนำไปสู่ "ขบวนการหวนคืนสู่รากเหง้า" พวกประชาธิปไตย จะกลายตัวเองเป็น"รัฐเผด็จการซ่อนรูป"ที่กำจัดผู้เห็นต่างโดยเฉพาะ ขบวนการ ที่พวกมันฝ่ายประชาธิปไตย เรียกอย่างดูถูกดูแคลนว่า"พวกหลงชาติหัวรุนแรง"แต่ในความเป็นจริงเราต้องการหวนคืนสู่รากเหง้าของเราต่างหาก  หรือในบางที่มันได้ทำพันธมิตรกับพวกฝ่ายซ้ายหัวรุนแรง ที่จงเกลียดจงชัง ความเป็นชาติ สังคม และ ศาสนา ซึ้งรอคอยหาโอกาสรุมขย้ำ จิตวิญญาณและรากเหง้าของเรา เพื่อสถาปนาระบอบ"เผด็จการสังคมนิยมคอมมิวนิสต์"ขึ้นมาบน รัฐทุนนิยมประชาธิปไตย ที่ล้มเหลวนั้น เช่น บทเรียนในสาธารณรัฐไวร์มาของเยอรมัน ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง หรือ ใน อดีตราชอาณาจักรฮังการี เป็นต้น
               
                    รัฐประชาธิปไตยแบบตะวันตก นั้นถือเป็นรัฐที่ล้มเหลวและเต็มไปด้วยวัฒนธรรมโสมมซึ้งถูกกัดเซาะไปด้วยสนิมและความรุนแรงในสังคมของพวกเขาเอง กดดันคนรุ่นใหม่ในสังคมให้เริ้มหันกลับไปหารากเหง้าของพวกเขา ซึ้งมีสังคมและชุมชนสมัยโบราณเป็นต้นแบบ ก่อให้เกิดพลวัตรสากลของกลุ่มชนขึ้นมาในการต่อต้าน ประชาธิปไตยจอมปลอม ซึ้งถูกควบคุมโดยชนชั้นนายทุนและนัการเมืองผูกขาดและส้รางประชาธิปไตยยุคใหม่ในแบบสังคมของกลุ่มชนตนเองขึ้นมา

วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2558

ทุนนิยม และ ศีลธรรม


"ศีลธรรมของนายทุน ถูกสอดแทรกอยู่ในการปกครอง
เพื่อควบคุมความคิดเห็นของประชาชนผู้รักชาติ"

โดย นักวิชาการฝ่ายขวา

                                        ศีลธรรม นั้นเป็นตัวบทที่ใช้เป็นบรรทัดฐานหรือเรื่องพื้นฐานแห่งการตระหนักรู้ของสังคมนั้นๆตั้งแต่โบราณกาลผ่านรากเหง้าดั้งเดิมทางศาสนา และถึงแม้มนุษย์เรียนรู้ที่จะไม่ทำผิดกฏของฝูง หรือ สังคม มนุษย์ก็จะยังใช้ศีลธรรมศาสนามาขัดเกลาสังคมและปัจเจกบุคคลของมนุษย์ด้วยเพื่อให้สังคมนั้นมีความเป็นระเบียบและสงบสุข
                                   
                                        ศตวรรษที่ 19 หลังการปฏิวัติศิลปวิทยาการครั้งใหญ่ที่เรียกว่า "เรอนาซองค์" ซึ้งมีบทบาทหัวจักรใหญ่ในการสนับสนุน ลัทธิทุนนิยม และ เสรีนิยม ซึ้งเป็นต้นทางวัฒนธรรมทางโลกของตะวันตกหรือวัฒนธรรมเซูคล่าร์ที่มีอิทธิพลครอบโลกอยู่ในปัจจุบัน นั้นนำไปสู่การเข้ามาครอบงำทางการเมืองของฝ่ายประชาธิปไตยในโลกตะวันตก ซึ้งได้เข้ามามีบทบาทในสังคมและได้ยัดเยียดแนวคิด ลัทธิทางการเงิน อย่างแพร่หลายเพื่อใช้มันในการต่อต้านศีลธรรมดั้งเดิมของมนุษย์คือศาสนาพวกเขาตัดศาสนาออกจากสถาบันและรากเหง้าทางวัฒนธรรมดั้งเดิม ซึ้งนายทุนใช้สิ่งเหล่านี้กัดกร่อนสังคมอย่างช้าๆ และมอบความฝันที่เลื่อนลอยเกี่ยวกับเสรีภาพให้กับประชาชน ระบอบประชาธิปไตยภายใต้กำปั้นเหล็กที่พร้อมทุบทำลาย ผู้ที่ออกมาต่อต้านอำนาจของพวกเขา การวิพากย์วิจารย์การทำงานถูกทำให้เงียบอย่างแยบยลด้วยการใส่ศีลธรรมแบบทาสหรือเซคูล่าร์ผ่านทางกฏหมายลงไปให้กับประชาชน โดยมีชนชั้นปกครองร่วมขบวนการกับพวกนี้ด้วย
                               
                                      นายทุน สร้างศีลธรรมแบบทาสที่ยัดให้กับประชาชนของพวกเขาขึ้นมาได้ยังไง ถ้าหากเราถามแบบนี้เราจะได้รับคำตอบว่า นายทุน สร้างศีลธรรมขึ้นมาเพราะพวกเขาเคยรับใช้ ศีลธรรมเหล่านี้ พวกเขาสร้างสิ่งนี้ขึ้นมา ไม่ใช้แคเพื่อยัดใส่หัวของประชาชนเท่านั้น พวกเขายังได้ทำให้ตัวเองกลายเป็นผู้ที่เชื่องเชื่อ ไม่ต้องคิดและยึดมั่นสิ่งอื่นใดอีกด้วย และ ปัญญา เป็นสิ่งที่พวกเขามองแค่ว่าอยู่ปลายจักรวาลเกินกว่าที่ใครจะเอื้อมไปถึง แม้แต่พวกเขาเองก็ตาม และการคิดกลายเป็นสิ่งต้องห้ามของพวกเขา พวกเขามีความสุขกับเงินที่ได้จากเลือดของกรรมกรร่วมชาติ ซื้อบ้าน และ ใช้ชีวิตหรูหราจอมปลอม ความสุขทางโลกีย์

                                      นายุทนได้ ทำให้ตัวเองพวกเขาจมปลักอยู่ในโคลนตม กับ กลิ่นสาบสางแห่งความโลภและอวิชชา เกิดเป็นกลิ่นสาบสาง ที่ติดตัวแพร่อยู่ในชุมชน ที่กัดเซาะระบบศีลธรรมดั้งเดิมที่ผูกผันกับศาสนาและรากเหง้าทางวัฒนธรรมของชมุชน และ ยัดเยียดวัฒนธรรม-ศีลธรรมแบบเซคูล่าร์ให้แก่ประชาชน เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่พวกเขาเองในการกดขี่และการเอารัดเอาเปรียบพวกเขาต่อสังคมและชุมชน

                                    ศีลธรรม ของลัทธินายทุนที่กล่าวมาทั้งหมด นั้นคือ ความโลภ และ เงิน วิถีชีวิตที่หรูหรา ความสุขแบบโลกีย์ วัตถุนิยม จนไม่อาจใส่ใจบริบททางด้านจิตใจแต่เก่าก่อนของมนุษย์ ที่ดำรงชีวิต เป็น หมู่คณะ มีเอกภาพ พวกเขาได้ทำลายมันด้วย ลัทธิปัจเจกนิยม และ ผลประโยชน์นิยม สุดท้ายแล้ว เราประชาชนผู้รักชาติ ต้องรื้อฟื้นระบบศีลธรรมทางวัฒนธรรมของเราขึ้นมาใหม่ซึ้งไม่ใช้ศีลธรรมที่จำกัดอยู่บนกฏหมายหรือวัฒนธรรมเซูคล่าร์แต่ต้องเป้นศีลธรรมที่ผุดขึ้นมาจากสังคมที่มีจารีตประเพณีอันเข็มแข็ง

อิสลาม กับความรุนแรงในประวัติศาสตร์อารยธรรม


"ชาวมุสลิมนั้นมักชอบกล่าวอ้างเสมอว่าชาวยุโรปนั้นรุกรานพวกเค้าก่อนในสงครามครูเสดโดยที่พวกเขาไม่ได้มองย้อนกลับไปเลยว่าเมื่อ 500 ปีก่อนนั้นกองทัพอิสลามก็ได้รุกรานยุโรปเช่นกันจนก่อให้เกิดเป็นปฎิกริยาขึ้น"

โดย นักวิชาการฝ่ายขวา

ตามความเห็นของ ฮันติงตัน นั้นปฏิกริยาสงครามครูเสดระหว่าง ชาวคริสต์ กับ ชาวมุสลิม นั้น เกิดมาจากการที่"กองทัพอิสลาม"นั้นได้รุกรานยุโรปและยึดครองสเปน ซึ้งในเวลาต่อมานั้นชาวยุโรปได้ตอบโต้ด้วยการบุกยึด"เยรูซาเล็ม"อันเป็นเมืองศักสิทธิ์ทางศาสนาของทั้งคริสต์ และ อิสลาม ก่อเป็นปฎิกริยาจนถึงทุกวันนี้ 

จักรวรดิอิสลาม นั้นถูกสถาปนาขึ้นมาภายหลังศาสดาอิสลาม มูฮัมหมัด ได้สิ้นชีวิตไปแล้วในปี ค.ศ.632 โดย"ราชวงอุมัยยะ"ของอิสลามได้มีการเผยแผ่ศาสนาอิสลามด้วยคมดาบไปยังส่วนอื่นๆในตะวันออกกลางนอกอารเบีย จนเกิดเป็น สงครามขึ้นระหว่าง ชนพื้นเมืองที่นับถือศาสนาต่างๆทั้งคริสต์ตะวันออก โซโรแอสเตอร์ และ ยูดาย กับ ชาวอาหรับที่นับถือศาสนาอิสลาม มีการทำลายล้างศาสนสถานโบราณของชาวคริสต์อาหรับ และในไม่ช้า ตะวันออกลางก็กลายเป็นดินแดนของอิสลามไปไม่ใช้แค่นั้น จักรวรรดิอิสลาม ยังคงทะเยอทะยานกระหายในอำนาจ พวกเขาได้มุ่งสู่ยุโรปด้วยการเข้ายึดสเปน ก่อนที่จะถูกผลักดันออกมาด้วยกองทัพชาวคริสต์ของพระเจ้า ชาร์ล มาร์แต ทำให้กองทัพอิสลามนั้นหยุดแผ่อิทธิพลในยุโรปตะวันตก และ พวกเค้าได้มุ่งสู่ตะวันออกเช่นกันทั้งใน จีน อินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

ในอินเดียนั้นการรุกรานของชาวมุสลิม ก่อเป็นเหตุการณ์บาดลึกในประวัติศาสตร์ของชาวพุทธโดยชาวมุสลิมได้ทำการสังหารพระสงฆ์กว่าสองหมื่นรูปที่นาลันทา และ ทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวพุทธไปกว่าสิบล้านคน แต่สุดท้ายอิทธิพลของอิสลามก็ต้องมาหยุดอยู่ที่พรมแดนทางธรรมชาติที่เรียกว่า"แนวเทือกเขาอาระกัน"ซึ้งสามารถปกป้องพม่า-ผืนแผ่นดินใหญ่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้เป็นอิสระจากอิทธิพลของอิสลามเอาไว้ได้ แต่หมู่เกาะต่างๆของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นไม่สามารถป้องกันอิรภาพของตนเองจากการรุกรานของมุสลิมได้เพราะดินแดนนี้เป็นเส้นทางทางการค้าของชาวอาหรับ-เปอร์เซีย โบราณก่อนที่จะมาเป็นชาวมุสลิม พอชาวมุสลิมได้เข้ามาถึงมีจำนวนมากขึ้นชาวมุสลิมได้ทำการกลืนชนพื้นเมืองเดิมและตั้ง นครรัฐอิสระอิสลาม แข่งกับอำนาจ รัฐพุทธ-ฮินดู ในพื้นที่ก่อนที่จะรวมตัวกันล้มราชวงฮินดู-พุทธ ซึ้งประจักษ์พยานว่าพื้นที่นี้เคยเป็นของชาวพุทธมาก่อนนั้น คือ ศาสนาสถานชาวพุทธโบราณปุโรพุทโธ ส่วนในจีนนั้น ชาวมุสลิม แผ่อำนาจผ่านเอเชียกลางเข้าไปยัง แคว้นอุยเกอร์ ก่อนที่จะมาหยุดอยู่กับที่ตรงกำแพงเมืองจีน และการรุกรานโลกตะวันออกของอิสลาม ก็ได้หยุดชะงักลง

ชาวมุสลิมนั้นมักชอบกล่าวอ้างเสมอว่าชาวยุโรปนั้นรุกรานพวกเค้าก่อนในสงครามครูเสดโดยที่พวกเค้าไม่ได้มองย้อนกลับไปเลยว่าเมื่อ 500 ปีก่อนนั้นกองทัพอิสลามก็ได้รุกรานยุโรปเช่นกันจนก่อให้เกิดเป็นปฎิกริยาตอบโต้ขึ้น ซึ้งทัศนะที่กล่าวมาของชาวมุสลิม คล้ายคลึงกับทัศนะแบบเดียวกันกับที่ พวกคนขาวและจักรวรรดินิยมตะวันตกใช้ คือมักอ้างว่าเป็นภาระของพวกเค้าในการนำคนพื้นถิ่นไปสู่ความเจริญซึ้งมันก็เป็นทัศนะที่ถูกต้องซึ้งสามรถใช้กับบางส่วนของโลกได้ แต่ในขณะเดียวกันโลกบางโลกนั้นก็มีความเจริญรุ่งเรืองในตัวมันเอง เช่น โลกตะวันออก ซึ้งในช่วงนั้นมีความเจริญทั้งทางเทคโนโลยี วิชาการ ศาสนา มากกว่า โลกอิสลามเองเสียอีก 

ภายหลังจากที่ กองทัพมองโกล ได้โจมตีทำลายศูนย์กลางของอารยธรรมอิสลาม ที่เมืองแบกแดด และ ภายหลังสงครามครูเสด ระหว่าง ชาวคริสต์ กับ ชาวมุสลิม แล้ว โลกอิสลามได้แตกแยกเป็น 3 จักรวรรดิใหญ่ ได้แก่ จักรวรรดิโมกุล ซึ้งเป็นจักรวรรดิที่ปกครองอินเดียในขณะเดียวกันก็ได้ทำการกดขี่ประชาชนต่างศาสนาในอินเดียอย่างสุดขีด จักรวรรดิออตโตมาน ของชาวมุสลิมเติร์ก ที่มีอำนาจขยายใหญ่สุดตั้งแต่ ยุโรป(ภูมิภาคบอลข่าน) ไปจนถึงตะวันออกกลาง เป็น จักรวรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และ สุดท้ายจักรวรรดิซาฟาวิด อันเป็นจักรวรรดิของชาวมุสลิมนิกายชีอะร์ ที่ปกครอง อีรัก อิหร่าน(เปอร์เซียเก่า) อัฟกานิสถาน อาเซอร์ไบจาน บางส่วนของตุรกี และ ปากีสถาน รวมไปถึง เติร์กเมนิสถาน ซึ้งทั้งสามจักรวรรดินั้นได้ทำการเข่นฆ่าสังหารบังคับชนพื้นเมือง ในขณะเดียวกับที่ทั้งสามจักรวรรดิใหญ่ของอิสลามเองนั้นก็เข่นฆ่ากันเองเช่นกัน อันเนื่องมาจากความแตกต่างทางนิกายของศาสนา แต่อิสลามก็ยังมีอำนาจอยู่

จนกระทั่งในศตวรรษที่ 19 จักรวรรดิยุโรปที่ได้สถาปนาตนเองขึ้นสู่จุดสูงสุดพวกเค้าได้เดินทางมาถึงโลกอิสลามด้วยวิทยาการใหม่ๆและความสามารถทางเทคโนโลยีที่สูงกว่าโลกอิสลามเพื่อทำการแบ่งแยกอิสลามและล่าอาณาณิคมขนานใหญ่ ส่วนโลกอิสลามนั้นได้เข้าสู่ยุคมืดทางปัญญามีการต่อสู้กันเองระหว่างพวกก้าวหน้ากับพวกสุดโต่งคลั่งศาสนา และนี้นำไปสู่การเสื่อมอำนาจและการประกาศอิสรภาพของชาวยุโรปต่ออำนาจการปกครองของอิสลามแถบบอลข่านในปี ค.ศ.1911 ยุโรปแถบบอลข่าน นั้นได้ทำการประกาศอิสรภาพและปฎิเสธการกดขี่ข่มเหงจากชาวมุสลิมและรัฐอิสลามต่อชาวคริสต์ออร์โทด็อก ซึ้งเป็นเครื่องหมายที่ว่าพวกเขาจะไม่ยอมทนรับการกดขี่ข่มเหงจากชาวอิสลามอีกต่อไปแล้ว และนำไปสู่สงครามกับจักรวรรดิออตโตมาน ซึ้งในท้ายที่สุดผู้กดขี่ก็พ่ายแพ้ ยุโรป มีอิสรภาพแล้ว อิสรภาพในการตัดสินตัวเองทั้งหมด ส่วนในเอเชียนั้น ราชวงโมกุลของอิสลามได้ล่มสลายไปแล้วจากการต่อต้านของชาวอินเดียผู้ไม่ยอมโดนกดขี่จากอิสลามอีกแล้วแต่อินเดียก็ยังคงตกอยู่ใต้อิทธิพลของตะวันตกแต่ในอีกไม่ช้า พวกเขาจะมีสิทธิกำหนดชะตาของเขาเองภายหลังจากที่สงครามโลกครั้งที่สองจบลง

อิสลาม นั้นคือลัทธิของผู้รุกรานที่กระทำการรุนแรงต่อพวกเราชาวพุทธและการจะหยุดยั้งผู้รุกรานนั้นเราควรจะร่วมมือกับผู้รักชาติทั้งหลายเพื่อจัดตั้งขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนในการต่อสู้กับอิทธิพลของอิสลามทุกรูปแบบ และ การกลืนทางวัฒนธรรมของชนชาติมุสลิมซึ้งนั้นต้องอาศัยพลังของประชาชนผู้รักชาติ รักความเป็นธรรม ทั้งหลาย ตื่นเถิดประชาชนชาวไทย อิสลามผู้รุกราน จงพินาศ 

วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2558

ฟาสซิสต์ และ การต่อสู้ในการดำรงรักษาพระศาสนา

"ฟาสซิสต์ นั้นไม่ใช้ระบอบที่ทำลายศาสนาอย่างที่พวกยิวไซออนิสต์หรือพวกจักรวรรดินิยมตะวันตกหุ่นเชิดของตัวมันเองกล่าวอ้างไม่ มิหนำซ้ำลัทธิฟาสซิสต์ยังเป็นลัทธิที่ยืนอยู่ข้างการดำรงของอำนาจทางศาสนาและศาสนิกผู้รักชาติเสียด้วยซ้ำ"

โดย ฆราวาสศาสนิก

                      สำหรับข้าพเจ้าข้าพเจ้ามองนาซีเยอรมันในสมัยนั้นคือพวกนักรบครูเสดในสมัยศตวรรษที่ 11 ซึ้งพวกเขา(นาซี)พยายามกระทำการต่อสู้เพื่อปลดแอกประเทศตนเองเช่นเดียวกับที่พวกครูเสดทำสงครามเพื่อปลดแอก"นครศักสิทธิย์เยรูซาเล็ม"

                        ถ้าเราได้ดูภาพยนตร์ตะวันตก ถ้าเราได้ดูข่าว หรือ โทรทัศน์ เราจะเห็นได้ว่าศตรูตัวร้ายหมายเลขหนึ่งไร้ศาสนาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน คงจะหนีไปไม่พ้น"ชาวฟาสซิสต์"และ"นักสังคมนิยมแห่งชาติ"ทั้งหลายซึ้งถ้าจะอธิบายให้เข้าใจแบบแคบๆกว่านั้น 
                           
                         ก็คงต้องเรียกว่า"พวกนาซี"ซึ้งมักจะถูกหยิบยกขึ้นเป็นศตรูตัวร้ายที่เชื่อใน พลังไสยศาสตร์มนตร์ดำ บ้าคลั่งอำนาจ และ ไม่มีศาสนา ซึ้งนั้นคือคอร์นเซ็ปของนาซีที่เป็นตัวร้ายตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่สอง พอจบสงคราม สงครามเย็นเกิดขึ้น นาซี ก็ถูกหยิบยกเป็นตัวละครชั่วร้ายที่ถูกนำไปเปรียบกับพวกคอมมิวนิสต์ที่กำลังขับเคี่ยวกัน 
                           
                          แต่เมื่อเราลงลึกเจาะลึกเข้าไปในตัวผู้นำของลัทธิฟาสซิสต์ทั้งหลายทั่วโลกตั้งแต่ยุโรปถึงเอเชียแล้วเมื่อเราศึกษาดีๆพวกเขาก็ไม่ใช้คนไม่มีศาสนาแบบที่พวกสื่อที่มีเบื้องหลังคือพวกจักรวรรดินิยมไซออนนิสต์กล่าวหาไม่ 
                           
                           เช่นตัวอย่างตั้งแต่ตัวของผู้นำอย่าง"มุสโสโลนี"เองซึ้งชาวฟาสซิสต์แท้ๆที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ฟาสซิสต์อย่างมั่นคง ก็ได้ให้การสนับสนุนศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกถึงขั้นประกาศเป็นศาสนาประจำชาติและนำหลักศาสนาคริสต์นิกายนี้ไปสอนในโรงเรียนของรัฐทั่วประเทศ 
                           
                             ตัวนายพลโตโจ ผู้นำของ ญี่ปุ่น ในสมัยนั้นเองก็นับถือศาสนาชินโต และนำหลักการบูชิโด ความรักชาติ เทิดทูนองค์จักรพรรดิ ไปสั่งสอนในโรงเรียนรัฐทั่วประเทศ 
                           
                              แม้แต่ตัวของคนที่ใครหลายคนเชื่อว่าเขาเกลียดชังศาสนาคริสต์อย่างตัวของท่านผู้นำ อดอร์ฟ ฮิตเลอร์ แห่งอาณาจักไรซ์ที่สาม เองก็หาใช้คนไม่มีศาสนา หรือต่อต้านศาสนา มิหนำซ้ำตัวเขายังศรัทธาในพระเยซูและศาสนาคริสต์อย่างแรงกล้า ไม่รวมไปถึงการสนับสนุนของพรรคนาซีในการจัดตั้ง ขบวนการฟื้นฟูความเป็นคริสเตียนแท้ของเยอรมัน ทั้งขบวนการที่นามว่า Positive Christianity และ สมาคม Deutsche Christen ซึ้งเป็นหัวหอกของขบวนการฟื้นฟูคริสเตียนของนิกายโปรเตสแตนท์ ที่ต้องการขจัดอิทธิพลของชาวยิวในวงการศาสนาคริสต์ 
                         
                         ฟาสซิสต์ นั้นไม่ใช้ระบอบที่ทำลายศาสนาอย่างที่พวกยิวไซออนิสต์หรือพวกจักรวรรดินิยมตะวันตกหุ่นเชิดของตัวมันเองกล่าวอ้างไม่ มิหนำซ้ำลัทธิฟาสซิสต์ยังเป็นลัทธิที่ยืนอยู่ข้างการดำรงของอำนาจทางศาสนาและประชาชนชาวศาสนิกผู้รักชาติเสียด้วยซ้ำ แถมยังต่อต้านภัยที่ต่อศาสนาอย่างพวกลัทธิคอมมิวนิสต์ ที่จ้องมุ่งร้ายต่อศาสนา ซึ้งแตกต่างจากพวกยิวหรือพวกจักรวรรดนิยมตะวันตกหุ่นเชิดของพวกมัน ที่แอบอ้างถึงการเป็นดินแดนแห่งศาสนาและ ศรัทธา แต่กลับไม่มีการประกาศศาสนาประจำชาติ แถมยังดำเนินตนไปบน วิถีของรัฐเซคิวร่า ที่แยกศาสนาออกจากการเมือง 
                         
                          สิ่งที่จักรวรรดินิยมและชาวยิวกลัวที่สุดไม่ใช้การพัฒนาสิ่งใหม่ๆของผู้ที่ถูกกดขี่จากพวกเขาหรอก แต่เป็นการกลับไปหารากเหง้าของพวกเขาในขณะเดียวกันก็ไปพร้อมกับคามรู้สมัยใหม่ความทันสมัยต่างหากซึ้งจะสั่นคลอนพลังทุนนิยมและวัฒนธรรมของพวกเขาที่ครอบโลกมมาตั้งแต่ยุคสมัยแห่งการล่าอาณานิคมของยุโรปตะวันตก ซึ้งชาวเยอรมันคือตัวอย่างของการผสมผสานระหว่างรากเหง้าทางศาสนาต่อการเมืองชาตินิยมของพวกเขาเอง

ฮิตเลอร์ คริสเตียน และ อาณาจักรไรซ์ที่สาม


"หากเราดูโฆษณาชวนเชื่อจากโลกตะวันตกเราจะเห็นได้ว่า 
พวกเขาพยายามทำให้"ฮิตเลอร์"ดูเหมือนเป็นผู้ที่เชื่อมั่นในไสยศาสตร์ทั้งที่ความจริง เขาก็คือ ชาวคริสเตียน ธรรมดาคนหนึ่ง"

โดย ฆราวาสศาสนิก

                                    ตัวผู้เขียนเองไม่ได้มีแนวคิดที่เป็นฟาสซิสต์หรือนีโอนาซีหากแต่เขียนขึ้นเพื่อสร้างความกระจ่างในเรื่องศาสนาของฮิตเอลร์และอุดมคติทางศาสนาของลัทธิฟาสซิสต์-นาซีนิสต์ ที่เบ่งบานอยู่ในยุโรปของช่วงต้นศตวรรษที่ 20
                                     ในภาพยนตร์และ Propaganda หรือ การโฆษณาชวนเชื่อของทางฝ่ายจักรวรรดินิยมและยิวไซออนนิสต์ นั้น เราจะเห็นได้ว่า พวกเขาพยายามทำให้ ฮิตเลอร์ และนักฟาสซิสต์สายสังคมนิยมแห่งชาติ หรือ นาซี ให้ดูเหมือนเป็น พวกที่คลั่งไคล้ในเวทมนตร์ดำและไสยศาสตร์และพยายามทำให้ อาณาจักรไรซ์ นั้นดูเหมือนเป็นอาณาจักรของปีศาจหรือพวกนอกรีตที่มีแต่ความชั่วช้า ทั้งที่ในความเป็นจริง ตัวของ ฮิตเลอร์เอง นั้นก็เป็นแค่ชาวคริสเตียนคาทอลิก ธรรมดาคนหนึ่ง 
                                     อัตชีวะประวัติของ อดอร์ฟ ฮิตเลอร์ นั้นหากเราศึกษาดูเราจะพบว่าตัวเขาเองเกิดในครอบครัวชาวออสเตรีย-เยอรมัน และเป็นครอบครัวที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกที่เคร่งครัดครอบครัวหนึ่ง มารดาของฮิตเลอร์ ซึ้งก็คือ นางคราล่า เองนั้นก็มักจะทำหน้าที่ของชาวคริสต์คาทอลิกที่ดีด้วยการไป โบสต์ในทุกๆวันอาทิตย์  และ ตัวของ อดอร์ฟ ฮิตเลอร์ เองนั้นก็เคยเรียนในโรงเรียนสอนศาสนาคริสต์ ซึ้งปลูกฝังความเป็นเยอรมัน และ ชาวคริสต์ ให้แก่ตัวเองเขาเองด้วย  
                                     ยุโรป นั้นถือได้ว่าเป็น ทวีป ที่มี วัฒนธรรมใหญ่สองวัฒนธรรม อยู่คู่กัน ตั้งแต่สมัยของอาณาจักรโรมัน นั้นคือ วัฒนธรรมคริสต์ตะวันตกทั้งนิกายคาทอลิกและโปรเตสแตนท์  ซึ้งเป็นวัฒนธรรมส่วนใหญ่ของประชากรในยุโรป กับ วัฒนธรรมยูดาย หรือ วัฒนธรรมยิว ซึ้งกระจัดกระจายอยู่ไปทั่วดินแดนยุโรปตั้งแต่สมัยโบราณ และดูเหมือนว่า วัฒนธรรมยิว จะเป็นวัฒนธรรมชั้นนำที่ควบคุมระบบการเงินเศรฐกิจของยุโรป และมีผลต่อนโยบายทางการเมือง การต่างประเทศ การทหาร ของรัฐบาลในยุโรปที่กู็ยืมเงินของพวกยิวและเป็นขี้ข้ายิวไซออนนิสต์ ซึ้งนั้นนำไปสู่การต่อต้านต่อการดขี่และการขับสู้ของวัฒนธรรมคริสต์ที่ตกเป็นเบี้ยล่างให้แก่วัฒนธรรมของยิว โดยการอาศัยความเคลื่อนไหวของขบวนการชาตินิยมฟาสซิสต์ในภูมิภาคยุโรปเป็นหัวหอกนั้นเอง
                                    การขับสู้ของชาวยุโรปยิ่งรุนแรงมากขึ้น หลังจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ชาวยิว กลายเป็นผู้ควบคุมระบอบเศรฐกิจ และพยายามเข้าไปแทรกแซงด้านการเมืองและการทหาร ของชาติต่างๆในยุโรป นำไปสู่การปฏิวัติคอมมิวนิสต์ในรัสเซีย โดย พรรคบอลเชวิคที่ได้รับการสนับสนุนจากชาวยิว ซึ้งนั้นนำไปสู่สงครามการขับเคี่ยวทางอุดมการณ์ตัวแทนระหว่าง อุดมการณ์ที่ไม่ใช้คอมมิวนิสต์ และ อุดมการณ์คอมมิวนิสต์-ยิว ซึ้งนั้นนำไปสู่ สงครามกลางเมืองในหลายๆประเทศ ทั้ง ในเยอรมัน ออสเตรีย ฮังการี รวมไปถึงการก่อการจลาจลของพวกสังคมนิยมใน ฝรั่งเศษ อเมริกา อังกฤษ ซึ้งในเยอรมัน นั้นการขับเคี่ยวต่อสู้ถือว่ารุนแรงที่สุด มีการกบฏเกิดขึ้นไปทั่วเยอรมัน ตั้งแต่ เบอร์ลิน ไปถึง แซกโซนี ไปถึง ไรน์แลนด์ และ บาวาเรีย อันเป็นการจลาจลของพวกคนงานที่นิยมในลัทธิคอมมิวนิสต์นำไปสู่การต่อสู้ของผู้รักชาติเยอรมัน กับ พวกคอมมิวนิสต์-ยิวแดง ในสงครามปฏิวัติเยอรมัน ซึ้งนำไปสู่ชัยชนะของฝ่ายผู้รักชาติชาวเยอรมัน นั้นเอง 
                                  การขับเคี่ยวระหว่างชาวยุโรปคริสต์กับชาวยิว ยิ่งรุนแรงมากขึ้น ในยุโรป เมื่อ พรรคของผู้รักชาติชาวเยอรมัน นาม พรรคสังคมนิยมแห่งชาติ ขึ้นมามีอำนาจ ซึ้งโฆษณาชวนเชื่อของพวกทุนนิยมเสรีตะวันตกนั้นพยายามบอกเราว่าพวกเขา(นาซี)นั้นไม่ได้นับถือศาสนา โดยยกตั้งแต่พวกผู้นำระดับล่างไปจนถึงสูงของพรรคนาซี รวมไปถึงตัวของฮิตเลอร์เองด้วย ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ตัวของ ฮิตเลอร์ เองได้วางรากฐานแห่งมหาอาณาจักรไรซ์ที่สามด้วย ศาสนาคริสต์ อันเป็นพลังทางวัฒนธรรมร่วมของชาวยุโรปในการต่อต้านชาวยิว ที่กำลังเข้ามาบงการครอบงำภูมิภาคนี้และสุมไฟสงคราม สร้างสถานการณ์ ซึ้งเห็นได้จาก ขบวนการคริสตเคลื่อนไหวฟื่นฟูโปรแตสแตนท์ของเยอรมัน นาม  Positive Christianity และ สมาคม Deutsche Christen อันเป็นหัวหอกแห่งการต่อต้านการครอบงำทางวัฒนธรรมศาสนาอันน่ารังเกียจของพวกยิว ในยุโรป ซึ้งนี้คือรากฐานแห่งอาณาจักรไรซ์ที่สาม ซึ้งดำเนินไปบนวิถีหรือเองไปทางศาสนา หาใช้ตามแนวโฆษณาชวนเชื่อของเหล่าสมุนจักรวรรดินิยมไซออนนิสต์ไม่   

ไท(ย)

 
"รัฐบาลไทย หรือ รัฐบาลกรุงเทพ ในรูปของ
"รัฐทุนนิยมประชาธิปไตย"ในปัจจุบันนั้นไม่เคย 
เข้าไปมีบทบาทในการช่วยเหลือหรือปกป้อง คนเชื้อชาติเดียวกัน" 

โดย นักวิชาการฝ่ายขวา

ถ้าหากเราพูดถึงคำว่า"คนไทย"นั้นก็คงหมายถึง คนไทย ที่อยู่ใน รัฐไทย เท่านั้น แต่ถ้าเราพูดถึง คนไท แล้วนั้นเราหมายถึง กลุ่มชาติพันธุ์ขนาดใหญ่ ที่อาศัยอยู่ใน"อุษาอาคเนย์"อันมีความสัมพันธุ์โดยตรงต่อ คนไท ทุกผู้ทุกคนซึ้งอยู่ใน รัฐไทย ในฐานะของ พี่น้อง ร่วมสายเลือดเดียวกัน ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับ รัฐไทย ที่ถูกสถาปนาบนดินแดนที่เหลืออยู่ของ"อาณาจักรรัตนโกสินทร์"หรือ กรุงเทพซึ้งถูกตั้งขึ้นมาด้วยความจำเป็นในลักษณะทางการเมืองที่ รัฐไทย กำลังเผชิญหน้ากับ จักรวรรดินิยมตะวันตก ซึ้งไม่สอดคล้องต่อสภาพภูมิศาสตร์ทางเชื้อชาติ เพราะเช่นนั้นแล้ว เราถึงได้เห็นการที่ มี คนไทพลัดถิ่น ซึ้งอาศัยอยู่ในดินแดนที่ถูกชาติตะวันตกบีบบังคับเอาไป ต่างออกมาเรียกร้องขอสัญชาติไทยคืน หรือ แม้แต่ออกมาต่อสู้กับรัฐบาลต่างชาติ ที่ทารุณกดขี่และถูกจัดสรรขึ้นในภายหลังยุคอาณานิคมโดย ชาติตะวันตก ให้ปกครองดินแดนของ"คนไท"นำไปสู่การต่อสู้ของ คนไท พวกต่างๆเช่นใน พม่า เป็นต้น เพื่อนำดินแดนของพวกเขาให้หลุดพ้นจากการตกเป็นเมืองขึ้นของ รัฐบาลต่างชาติ ทั้งหลาย เพื่อทวงสิทธิอันชอบธรรมของพวกเขาคืนมาในการที่จะเป็น"คนไท"

ในการศึกษาของนักวิชาการสายหลักต่อความเป็น คนไท นั้นได้ให้ความเห็นที่ตรงกันว่าประวัติศาสตร์ของคนไท นั้นเริ้มขึ้นในบริเวณทางตอนใต้ของจีน นั้นคือใน"มณฑลยูนนาน"โดยได้มีการจัดตั้ง รัฐอิสระของคนไท ขึ้นมาปกครองตนเองในทางใต้ เช่น น่านเจ้า ซึ้งในบริเวณนั้นถือได้ว่าเป็น อู่อารยธรรมของคนไทโบราณ จนกระทั่ง"รัฐไท"ล่มสลายลงในพุทธศตวรรษที่ 14 ด้วยการรุกรานของกองทัพขนาดใหญ่ที่เข้ามาแย่งชิงแผ่นดินของชาวจีนฮั่น ทำให้ คนไท บางส่วนได้อพยพลงไปมาทางใต้ นำไปสู่การจัดตั้ง อาณาจักรของคนไทต่างๆเช่น อาณาจักรเมาของไทใหญ่ ล้านช้าง ล้านนา ละโว้ สุโขทัย นครศรีธรรมราช และ อยุธยา รวมไปถึง กรุงเทพ

ก่อนยุคล่าอาณาณิคมของตะวันตกนั้น อาณาจักรรัตนโกสินทร์ ได้ผนวกเอาดินแดนต่างๆที่ประกอบไปด้วย"คนไท"พวสกต่างๆเข้ามาไว้ด้วยกัน โดยการการปกครองแบบประเทศราช ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ กรุงเทพ ซึ้งเมื่อดูจากแผนที่แล้วถือได้ว่า อาณาจักรรัตนโกสิทร์ หรือ กรุงเทพ นั้นได้ขยายครอบคุลมพื้นที่ๆมีขนาดใหญ่กว่าสองเท่าของ รัฐไทย ในปัจจุบันจนกระทั่งการล่าอาณาณิคมได้เกิดขึ้น การที่ รัฐไท ในช่วงนั้นยังคงยึดถือในการปกครองแบบประเทศราชอยู่ทำให้สิ่งที่เรียกว่าเส้นเขตแดน หรือ พรมแดนของรัฐไท นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยสมบรูณ์เท่าไหร่ นำไปสู่การเฉือนดินแดนที่คนไทอาศัยอยู่ออกไป และด้วยคำเป็นทางการเมืองเพื่อไม่ให้ดินแดนถูกเฉือนไปอีกก็ต้องปฎิรูปการปกครองและจัดตั้ง รัฐชาติ ที่มีอาณาเขต ประชากร อธิปไตย และ รัฐบาล ขึ้นมาแทนที่การปกครองของ รัฐบาลแบบเก่า ซึ้งการปฏิรูปในครั้งนี้ก็ได้สำฤทธิ์ผลขึ้นใน รัชกาลที่ 5 ด้วยความกลัวการบีบบีงคับจากชาติตะวันตกในทางหนึ่ง และด้วยความคิดที่อยากสร้าง คนไท ให้เป็นผู้มี"อารยะ"ในอีกทางหนึ่ง นำไปสู่การสร้างความเป็น ไทย ในแบบสมัยใหม่ ที่มักถูกเรียกขานในแบบตะวันตกว่า"โมเดิร์นนิสเซชั่น" (Modernization) ในขณะที่ยังคงวัฒนธรรมไท เอาไว้อยู่

หลังจากยุคล่าอาณาณิคม คนไท นอกดินแดนของรัฐไทย นั้นหวังว่าตนเองจะได้มีอิสระหรือกลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง รัฐไทย ที่ตั้งขึ้นใหม่อีกครั้ง แต่แล้วดินแดนของ คนไท เหล่านั้นก็ถูกแบ่งแยกโดย นักปกครองตะวันตก ที่อาจจะไม่ต้องการเห็นการสร้างเอกภาพร่วมกันระหว่าง คนไท หรือ พวกเขาไม่ต้องการให้ รัฐไทย ซึ้งมีประชาการกลุ่มใหญ่เป็น คนไท เข้าไปสร้างบทบาทหรืออิทธิพลต่อ คนไท ในที่อื่นๆ หรือ อาจเป็นไปได้ว่าพวกเขาไม่ได้สนใจต่อสภาพทางเชื้อชาติ แต่ไม่ว่าจะเป็นเช่นไรพวกเขาได้เริ้มตัดดินแดน ผนวกดินแดน และ ประกาศดินแดน เช่นการประกาศจัดตั้ง"รัฐลาว"ซึ้งลาวนั้นคือ ประชากรคนไท กลุ่มใหญ่ กลุ่มหนึ่งเป็นต้น การกระทำเหล่านี้ของจักรวรรดินิยมทำให้ คนไท นั้นถูกแบ่งแยกออกจากกันด้วยพรมแดนของ รัฐชาติ และเรื่องเหล่านี้ได้เลวร้ายกว่าในยุคของสงครามเย็นเมื่อ จักรวรรดินิยมต่างๆได้เข้ามาเล่นบทบาทโดยการใช้ ดินแดนของคนไทต่างๆเป็นสนามรบ นำไปสู่การประหัตประหารพี่น้องร่วมชาติเดียวกัน พอฝันร้ายยุคสงครามเย็นจบลง พี่น้องสหายคนไทของเราก็ต้องต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในการปกครองตนเองหรือปลดแอกตนเองให้พ้นจากการครอบครองของกองกำลังต่างชาติที่เข้ามา ทารุณกดขี่ พวกเขาแทนที่ พวกจีนเจ็ก พวกคอมมิวนิสต์ หรือ พวกตะวันตก

รัฐบาลไทย หรือ รัฐบาลกรุงเทพ ในรูปของ"รัฐทุนนิยมประชาธิปไตย"ในปัจจุบันนั้นไม่เคย เข้าไปมีบทบาทในการช่วยเหลือหรือปกป้อง คนเชื้อชาติเดียวกัน เช่นรัฐบาลไทยไม่เคย เข้าไปมีส่วนปกป้องชีวิตของ คนไทใหญ่ ในรัฐฉานจากการกดขี่ของพวกทหารทรามชาวพม่า ไม่เคยเข้าไปปกป้องสิทธิทางทรัพย์สิน เสรีภาพของ คนไทสยามในพม่าหรือมาเลเซีย เพราะการปลูกฝังทางวัฒนธรรมแบบไม่ชาตินิยมและเซคูล่าร์หรือฆราวาสนิยม ของเราต่อเรื่องความเป็นชาติซึ้งพยายามจะตัดและผลักใสความคิดเรื่องชาตินิยมและศาสนาออกไปจากสาถบันตางๆในสังคม ทำให้เราไม่มีสำนึกทางวัฒนธรรมต่อกลุ่มชนเดียวกัน

ในประวัติศาสตร์ร่วมความทรงจำอันเลือนลางของคนไท รวมไปถึงในขณะนี้ คนไท ที่อยู่อาศัยในดินแดนต่างๆรวมไปถึง คนไท ในประเทศไทย ต่างกำลังทนทุกข์ทรมานจากการโดนกดขี่โดยคนต่างชาติ และ พวกขี้ข้าเผด็จการจักรวรรดินิยม รวมไปถึงจากการทารุณภายใต้ระบบเผด็จการคอมมิวนิสต์ เราในฐานะ คนไท ต้องร่วมกันแสดงพลังของเราออกมา พลังที่เราต่างจะร้องเสียงเดียวกันว่า"เราคือคนไท"เราจะเผชิญหน้ากับอุปสรรค การต่อสู้ และ เผชิญหน้ากับ ศตรูของเราเพื่อให้พวกเขารู้ว่าเราจะไม่ยอมโดนกดขี่และถูกทารุณอีกต่อไปแล้ว เราจะเลือกวิวัฒนาการในเส้นทางของเราเอง เราจะไม่ยอมโดนยัดเยียด หรือ ถูกบังคับ ตราบใดที่เรายังเป็น คนไท ตราบนั้นจะมีคำว่า"ไท"ต่อไปตราบ จนพงษ์พันธุ์ของเราจะเสื่อมสลาย