"ศีลธรรมของนายทุน ถูกสอดแทรกอยู่ในการปกครอง
เพื่อควบคุมความคิดเห็นของประชาชนผู้รักชาติ"
ศีลธรรม นั้นเป็นตัวบทที่ใช้เป็นบรรทัดฐานหรือเรื่องพื้นฐานแห่งการตระหนักรู้ของสังคมนั้นๆตั้งแต่โบราณกาลผ่านรากเหง้าดั้งเดิมทางศาสนา และถึงแม้มนุษย์เรียนรู้ที่จะไม่ทำผิดกฏของฝูง หรือ สังคม มนุษย์ก็จะยังใช้ศีลธรรมศาสนามาขัดเกลาสังคมและปัจเจกบุคคลของมนุษย์ด้วยเพื่อให้สังคมนั้นมีความเป็นระเบียบและสงบสุข
ศตวรรษที่ 19 หลังการปฏิวัติศิลปวิทยาการครั้งใหญ่ที่เรียกว่า "เรอนาซองค์" ซึ้งมีบทบาทหัวจักรใหญ่ในการสนับสนุน ลัทธิทุนนิยม และ เสรีนิยม ซึ้งเป็นต้นทางวัฒนธรรมทางโลกของตะวันตกหรือวัฒนธรรมเซูคล่าร์ที่มีอิทธิพลครอบโลกอยู่ในปัจจุบัน นั้นนำไปสู่การเข้ามาครอบงำทางการเมืองของฝ่ายประชาธิปไตยในโลกตะวันตก ซึ้งได้เข้ามามีบทบาทในสังคมและได้ยัดเยียดแนวคิด ลัทธิทางการเงิน อย่างแพร่หลายเพื่อใช้มันในการต่อต้านศีลธรรมดั้งเดิมของมนุษย์คือศาสนาพวกเขาตัดศาสนาออกจากสถาบันและรากเหง้าทางวัฒนธรรมดั้งเดิม ซึ้งนายทุนใช้สิ่งเหล่านี้กัดกร่อนสังคมอย่างช้าๆ และมอบความฝันที่เลื่อนลอยเกี่ยวกับเสรีภาพให้กับประชาชน ระบอบประชาธิปไตยภายใต้กำปั้นเหล็กที่พร้อมทุบทำลาย ผู้ที่ออกมาต่อต้านอำนาจของพวกเขา การวิพากย์วิจารย์การทำงานถูกทำให้เงียบอย่างแยบยลด้วยการใส่ศีลธรรมแบบทาสหรือเซคูล่าร์ผ่านทางกฏหมายลงไปให้กับประชาชน โดยมีชนชั้นปกครองร่วมขบวนการกับพวกนี้ด้วย
นายทุน สร้างศีลธรรมแบบทาสที่ยัดให้กับประชาชนของพวกเขาขึ้นมาได้ยังไง ถ้าหากเราถามแบบนี้เราจะได้รับคำตอบว่า นายทุน สร้างศีลธรรมขึ้นมาเพราะพวกเขาเคยรับใช้ ศีลธรรมเหล่านี้ พวกเขาสร้างสิ่งนี้ขึ้นมา ไม่ใช้แคเพื่อยัดใส่หัวของประชาชนเท่านั้น พวกเขายังได้ทำให้ตัวเองกลายเป็นผู้ที่เชื่องเชื่อ ไม่ต้องคิดและยึดมั่นสิ่งอื่นใดอีกด้วย และ ปัญญา เป็นสิ่งที่พวกเขามองแค่ว่าอยู่ปลายจักรวาลเกินกว่าที่ใครจะเอื้อมไปถึง แม้แต่พวกเขาเองก็ตาม และการคิดกลายเป็นสิ่งต้องห้ามของพวกเขา พวกเขามีความสุขกับเงินที่ได้จากเลือดของกรรมกรร่วมชาติ ซื้อบ้าน และ ใช้ชีวิตหรูหราจอมปลอม ความสุขทางโลกีย์
นายุทนได้ ทำให้ตัวเองพวกเขาจมปลักอยู่ในโคลนตม กับ กลิ่นสาบสางแห่งความโลภและอวิชชา เกิดเป็นกลิ่นสาบสาง ที่ติดตัวแพร่อยู่ในชุมชน ที่กัดเซาะระบบศีลธรรมดั้งเดิมที่ผูกผันกับศาสนาและรากเหง้าทางวัฒนธรรมของชมุชน และ ยัดเยียดวัฒนธรรม-ศีลธรรมแบบเซคูล่าร์ให้แก่ประชาชน เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่พวกเขาเองในการกดขี่และการเอารัดเอาเปรียบพวกเขาต่อสังคมและชุมชน
ศีลธรรม ของลัทธินายทุนที่กล่าวมาทั้งหมด นั้นคือ ความโลภ และ เงิน วิถีชีวิตที่หรูหรา ความสุขแบบโลกีย์ วัตถุนิยม จนไม่อาจใส่ใจบริบททางด้านจิตใจแต่เก่าก่อนของมนุษย์ ที่ดำรงชีวิต เป็น หมู่คณะ มีเอกภาพ พวกเขาได้ทำลายมันด้วย ลัทธิปัจเจกนิยม และ ผลประโยชน์นิยม สุดท้ายแล้ว เราประชาชนผู้รักชาติ ต้องรื้อฟื้นระบบศีลธรรมทางวัฒนธรรมของเราขึ้นมาใหม่ซึ้งไม่ใช้ศีลธรรมที่จำกัดอยู่บนกฏหมายหรือวัฒนธรรมเซูคล่าร์แต่ต้องเป้นศีลธรรมที่ผุดขึ้นมาจากสังคมที่มีจารีตประเพณีอันเข็มแข็ง
