วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2558

ฟาสซิสต์ และ การต่อสู้ในการดำรงรักษาพระศาสนา

"ฟาสซิสต์ นั้นไม่ใช้ระบอบที่ทำลายศาสนาอย่างที่พวกยิวไซออนิสต์หรือพวกจักรวรรดินิยมตะวันตกหุ่นเชิดของตัวมันเองกล่าวอ้างไม่ มิหนำซ้ำลัทธิฟาสซิสต์ยังเป็นลัทธิที่ยืนอยู่ข้างการดำรงของอำนาจทางศาสนาและศาสนิกผู้รักชาติเสียด้วยซ้ำ"

โดย ฆราวาสศาสนิก

                      สำหรับข้าพเจ้าข้าพเจ้ามองนาซีเยอรมันในสมัยนั้นคือพวกนักรบครูเสดในสมัยศตวรรษที่ 11 ซึ้งพวกเขา(นาซี)พยายามกระทำการต่อสู้เพื่อปลดแอกประเทศตนเองเช่นเดียวกับที่พวกครูเสดทำสงครามเพื่อปลดแอก"นครศักสิทธิย์เยรูซาเล็ม"

                        ถ้าเราได้ดูภาพยนตร์ตะวันตก ถ้าเราได้ดูข่าว หรือ โทรทัศน์ เราจะเห็นได้ว่าศตรูตัวร้ายหมายเลขหนึ่งไร้ศาสนาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน คงจะหนีไปไม่พ้น"ชาวฟาสซิสต์"และ"นักสังคมนิยมแห่งชาติ"ทั้งหลายซึ้งถ้าจะอธิบายให้เข้าใจแบบแคบๆกว่านั้น 
                           
                         ก็คงต้องเรียกว่า"พวกนาซี"ซึ้งมักจะถูกหยิบยกขึ้นเป็นศตรูตัวร้ายที่เชื่อใน พลังไสยศาสตร์มนตร์ดำ บ้าคลั่งอำนาจ และ ไม่มีศาสนา ซึ้งนั้นคือคอร์นเซ็ปของนาซีที่เป็นตัวร้ายตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่สอง พอจบสงคราม สงครามเย็นเกิดขึ้น นาซี ก็ถูกหยิบยกเป็นตัวละครชั่วร้ายที่ถูกนำไปเปรียบกับพวกคอมมิวนิสต์ที่กำลังขับเคี่ยวกัน 
                           
                          แต่เมื่อเราลงลึกเจาะลึกเข้าไปในตัวผู้นำของลัทธิฟาสซิสต์ทั้งหลายทั่วโลกตั้งแต่ยุโรปถึงเอเชียแล้วเมื่อเราศึกษาดีๆพวกเขาก็ไม่ใช้คนไม่มีศาสนาแบบที่พวกสื่อที่มีเบื้องหลังคือพวกจักรวรรดินิยมไซออนนิสต์กล่าวหาไม่ 
                           
                           เช่นตัวอย่างตั้งแต่ตัวของผู้นำอย่าง"มุสโสโลนี"เองซึ้งชาวฟาสซิสต์แท้ๆที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ฟาสซิสต์อย่างมั่นคง ก็ได้ให้การสนับสนุนศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกถึงขั้นประกาศเป็นศาสนาประจำชาติและนำหลักศาสนาคริสต์นิกายนี้ไปสอนในโรงเรียนของรัฐทั่วประเทศ 
                           
                             ตัวนายพลโตโจ ผู้นำของ ญี่ปุ่น ในสมัยนั้นเองก็นับถือศาสนาชินโต และนำหลักการบูชิโด ความรักชาติ เทิดทูนองค์จักรพรรดิ ไปสั่งสอนในโรงเรียนรัฐทั่วประเทศ 
                           
                              แม้แต่ตัวของคนที่ใครหลายคนเชื่อว่าเขาเกลียดชังศาสนาคริสต์อย่างตัวของท่านผู้นำ อดอร์ฟ ฮิตเลอร์ แห่งอาณาจักไรซ์ที่สาม เองก็หาใช้คนไม่มีศาสนา หรือต่อต้านศาสนา มิหนำซ้ำตัวเขายังศรัทธาในพระเยซูและศาสนาคริสต์อย่างแรงกล้า ไม่รวมไปถึงการสนับสนุนของพรรคนาซีในการจัดตั้ง ขบวนการฟื้นฟูความเป็นคริสเตียนแท้ของเยอรมัน ทั้งขบวนการที่นามว่า Positive Christianity และ สมาคม Deutsche Christen ซึ้งเป็นหัวหอกของขบวนการฟื้นฟูคริสเตียนของนิกายโปรเตสแตนท์ ที่ต้องการขจัดอิทธิพลของชาวยิวในวงการศาสนาคริสต์ 
                         
                         ฟาสซิสต์ นั้นไม่ใช้ระบอบที่ทำลายศาสนาอย่างที่พวกยิวไซออนิสต์หรือพวกจักรวรรดินิยมตะวันตกหุ่นเชิดของตัวมันเองกล่าวอ้างไม่ มิหนำซ้ำลัทธิฟาสซิสต์ยังเป็นลัทธิที่ยืนอยู่ข้างการดำรงของอำนาจทางศาสนาและประชาชนชาวศาสนิกผู้รักชาติเสียด้วยซ้ำ แถมยังต่อต้านภัยที่ต่อศาสนาอย่างพวกลัทธิคอมมิวนิสต์ ที่จ้องมุ่งร้ายต่อศาสนา ซึ้งแตกต่างจากพวกยิวหรือพวกจักรวรรดนิยมตะวันตกหุ่นเชิดของพวกมัน ที่แอบอ้างถึงการเป็นดินแดนแห่งศาสนาและ ศรัทธา แต่กลับไม่มีการประกาศศาสนาประจำชาติ แถมยังดำเนินตนไปบน วิถีของรัฐเซคิวร่า ที่แยกศาสนาออกจากการเมือง 
                         
                          สิ่งที่จักรวรรดินิยมและชาวยิวกลัวที่สุดไม่ใช้การพัฒนาสิ่งใหม่ๆของผู้ที่ถูกกดขี่จากพวกเขาหรอก แต่เป็นการกลับไปหารากเหง้าของพวกเขาในขณะเดียวกันก็ไปพร้อมกับคามรู้สมัยใหม่ความทันสมัยต่างหากซึ้งจะสั่นคลอนพลังทุนนิยมและวัฒนธรรมของพวกเขาที่ครอบโลกมมาตั้งแต่ยุคสมัยแห่งการล่าอาณานิคมของยุโรปตะวันตก ซึ้งชาวเยอรมันคือตัวอย่างของการผสมผสานระหว่างรากเหง้าทางศาสนาต่อการเมืองชาตินิยมของพวกเขาเอง