วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2558

ประเทศไทย กับ ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้


กลุ่มติดอาวุธก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน ปัตตานี-ภาคใต้ คือ 
กลุ่มทุน"คลั่งศาสนา"อิสลามที่กระทำการสังหารประชาชนผู้ไทพุทธบริสุทธิ์ 
ทำการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐซึ้งมีหน้าที่รักษาความสงบภายในประเทศ 

โดย นักวิชาการฝ่ายขวา

ประวัติศาสตร์ ปัตตานี-ภาคใต้ ก่อนการเผยแผ่ศาสนาอิสลาม

ประวัติศาสตร์ปัตตานี-ภาคใต้ ของไทยนั้นเริ้มต้นเมื่อพุทธศตวรรษที่ 3 เมื่อมีการติดต่อค้าขายกันระหว่างอาณาจักรต่างๆบนพื้นที่ คาบสมุทรมลายู พื้นที่แถบนี้จึงได้รับ อิทธิพลทางศาสนาและการค้า มาจาก อินเดีย ซึ้งมีการนำพระพุทธศาสนาและศาสนาฮินดู มาเผยแผ่แก่ประชาชนในพื้นที่คาบสมุทรมลายู ก่อให้เกิด นครรัฐอิสระทางการค้าของชาวพุทธ และ ชาวฮินดู กระจาย กันอยู่ทั่วคาบสมุทรแหลมมลายู

จนกระทั่งพุทธศตรวรรษที่ 7 ได้มีการถือกำเนิดขึ้นมาของ อาณาจักรทางการค้าในบริเวณ ปัตตานี-ภาคใต้ ของไทยในปัจจุบัน นั้นคือ อาณาจักรลังกาสุกะ ซึ้งมีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาจากการค้ากับต่างชาติและการรับวัฒนธรรมพุทธ-ฮินดู เข้ามา

จนกระทั่งในศตวรรษที่ 10 ได้เกิดมีกลุ่มพ่อค้าชาวเปอร์เซียผู้นับถือศาสนาอิสลาม ได้เข้ามาจัดตั้ง นครรัฐอิสระทั่วบริเวณ คาบสมุทรมลายู มีการกบฏเกิดขึ้นในกลุ่มพ่อค้าชาวมุสลิม ได้มีการล้มล้างและขับไล่ ราชวงศ์ไทยพุทธ-ฮินดู ในพื้นที่ แล้วประกาศตั้ง ราชวงมุสลิม ขึ้นทำให้ประชากรในเมืองลังกาสุกะหันมานับถือศาสนาอิสลามได้มีการทำลายพุทธสถานของชาวพทุธ แต่มีชาวพุทธผู้ยึดมั่นในพระพุทธศาสนาบางส่วนที่ไม่ยอมรับนับถือศาสนาอิสลามจึงได้อพยพออกไปจากอาณาจักรลังกาสุกะและไปเมืองใหม่ในบริเวณพื้นที่"ปัตตานี"

จนกระทั่งศตวรรษที่ 11 อาณาจักรลังกาสุกะซึ้งในตอนนี้เป็นมุสลิมได้ล่มสลายลงแต่ในขณะเดียวกัน อาณาจักรปัตตานีของชาวไทยพุทธผู้หลบหนีออกจาก ลังกาสุกะ ก็เจริญรุ่งเรืองขึ้นในช่วงเวลานั้นเองจนถึงศตวรรษที่ 21 ปัตตานีก็ได้กลายมาเป็น"รัฐอิสลาม"เนื่องจาก กษัตริย์ปัตตานี นาม"เจ้าอินทิรา"ได้ประกาศเข้ารับอิสลาม แต่ประชาชนชาวพุทธบางส่วนที่ยังคงยึดมั่นในศาสนาพุทธยังคงตั้งถิ่นฐานอยู่เหมือนเดิมแม้จะถูกรังแกจากศาสนาใหม่

ประวัติศาสตร์ ปัตตานี-ภาคใต้ หลังการเผยแผ่ศาสนาอิสลาม กับ ปัญหาความขัดแย้ง

หากจะกล่าวถึงความขัดแย้งภายหลังการเผยแผ่ศาสนาอิสลามเราต้องเริ้มที่อาณาจักรปัตตานีหลังยุคของพระเจ้าอินทิราซึ้งละทิ้งศาสนาพุทธไปใส่ใจศาสนาอื่น ก่อน

ภายหลังพุทธศตวรรษที่ 21 บริเวณ ปัตตานี-ภาคใต้ ของไทยได้กลายเป็นพิ้นที่ของอิสลาม และ อาณาจักรปัตตานี ในช่วงเวลานี้คือ อาณาจักรของพ่อค้าชาวมุสลิม จากตะวันออกลางที่ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานผ่านทางการค้าในบริเวณคาบสมุทรมลายู

จนกระทั่งถึงพุทธศตวรรษที่ 24 อาณาจักรปัตตานี  ได้ถูกกองทัพรัตนโกสินทร์ยกเข้ามาโจมตีและผนวกไว้เป็นประเทศราชของสยาม ในช่วงสมัยนั้น รัชกาลที่ 2 ได้ทำการแบ่งหัวเมืองปัตตานีออกเป็น 7 หัวเมืองเพื่อป้องกันการกระด้างกระเดื่องของเจ้าเมืองปัตตานี และในรัชกาลที่ 3 ได้มีบรมราชานุญาติให้ ราชวงกลันตันปกครองปัตตานีต่อไป

ในพุทธศตวรรษที่ 25 รัชกาลที่ 5 ได้ทรงทำการเปลี่ยนการปกครองหัวเมืองทั้งหมดให้เป็นแบบ มณฑล เทศาภิบาล การปกครองของราชวงกลัตันจึงสิ้นสุดลง แต่เจ้าเมืองปัตตานีองค์สุดท้าย นาม อัลดุลการ์เดย์ หรือ พระเจ้าวิชิตภักดี ซึ้งไม่ยอมรับในความเป็นไทย หยิ่งทะนงในเชื้อสายมลายูและศาสนาอิสลามทำการเบียดเบียนคนพุทธ  ได้ทำการกบฏต่อรัฐบาลของรัชากาลที่ 5 ในกรุงเทพ ทำให้ รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดให้นำกองกำลังไปปราบปรามกบฎ และกลายเป็นเหตุการณ์ในปัจจุบัน หากปัตตานี ยังคงยึดมั่นถือมั่นในพระพุทธศาสนาเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้น

ความขัดแย้งในพื้นที่ ปัตตานี-ภาคใต้ กับ การปะทะกันทางอารยธรรม 

ตามทฤษฎีของนักรัฐศาสตร์ความสัมพันธุ์ระหว่างประเทศ แซมมวล พี ฮันติงตัน ได้บรรยายถึงการความขัดแย้งบนกระแสโลกาภิวัติน์ยุคใหม่ภายหลังสงครามเย็นได้ยุติลง นั้นคือความขัดแย้งระหว่างอารยธรรมตะวันตก กับ อารยธรรมที่ไม่ใช้ตะวันตก ตามความคิดเห็นของ แซมมวล พี ฮันติงตัน ความขัดแย้งทางอารยธรรมนั้นเกิดจากการที่ โลกตะวันตก ได้กระทำความรุนแรง และ พยายามที่จะครอบงำอารยธรรมที่ไม่ใช้ตะวันตก เช่น อารยธรรมตะวันออก ภายหลังสงครามเย็นนั้นมา สหรัฐอเมริกาซึ้งเป็นผู้นำของฝ่ายโลกเสรีประชาธิปไตย ได้มีความคิดว่า"อุดมการณ์ประชาธิปไตยของตนนั้นสูงค่า"เหมาะที่คนอื่นจะนำไปใช้ และใช้มีคนบางกลุ่มในอารยธรรมอื่นๆคิดแบบนั้นเช่นกัน ก่อเป็นการปฎิสัมพันธุ์และความขัดแย้งบนโลกยุคใหม่

ภายหลังปี พ.ศ. 2523 เป็นต้นมา ทหารเมืองของฝ่ายเผด็จการประชาธิปไตย และ ทหารป่าเผด็จการคอมมิวนิสต์ ในไทยได้ยุติบทบาทความรุนแรงด้วยการยอมจำนนวางอาวุธเพื่อเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองประเทศในฐานะ"ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย"แต่ กองกำลังติดอาวุธบางกลุ่มของพรรคคอมมิวนิสต์ภาคใต้ ซึ้งก็คือ กองกำลังมุสลิมแบ่งแยกดินแดนมลายูปัตตานี ได้ยุติการเป็น พันธมิตรของ"ผกค"ซึ้งมีบทบาทหน้าที่ในอดีตคือการต่อสู้ทางความคิดกับระบอบเผด็จการประชาธิปไตย ในขณะเดียวกันกับที่มีความต้องการในการจัดตั้ง ระบอบเผด็จการคอมมิวนิสต์ขึ้นมาแทนที่ กลายเป็นบทบาทของกลุ่มคลั่งศาสนาอิสลาม ที่ได้ทำการจัดตั้ง กองกำลังติดอาวุธมุสลิม เข้าต่อสู้กับรัฐบาลไทย เพื่อแบ่งแยกดินแดน ปัตตานี-นราธิวาส ออกจากรัฐไทย และ บังคับให้ประชาชนไทยพุทธออกจากพื้นที่ ก่อเป็นความขัดแย้งบนพื้นที่ทับซ้อนทางอารยธรรม ระหว่าง อารยธรรมพุทธ กับ อารยธรรมอิสลาม

บนกระแสโลกาภิวัติน์ เราได้เห็นความแตกต่างทางด้านอารยธรรมที่มีทำการติดต่อกันอย่่างไม่เคยมีมาก่อน แต่ในขณะเดียวกันเราได้เห้นความขัดแย้งของอารยธรรมในพื้นที่ต่างๆของโลก และในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยที่เปรียบเป็นหน้าบ้านของประเทศไทย ซึ้งกำลังถูกดีไซน์ออกแบบใหม่ให้เป็น"การปะทะกันทางอารยธรรม"

องการค์เอกชน และ ฝ่ายซ้าย กับ การแก้ปัญหา ปัตตานี-ภาคใต้

ฝ่ายซ้าย และ องค์กรเอกชน เอ็นจีโอ คือ"กลุ่มทุน"ที่มักออกมาเรียกร้อง"สันติภาพ"ในพื้นที่ ปัตตานี-ภาคใต้ ของรัฐไทย และมักจะมองว่า กองกำลังทหารในพื้นที่ของรัฐบาลไทย คือ ผู้สร้างความรุนแรง แต่ในขณะเดียวกัน ฝ่ายซ้าย และ องกรค์เอกชน เอ็นจีโอ ไม่เคยกล่วถึงการที่ ประชาชนไทยพุทธผู้บริสุทธุ์ ถูกกองกำลังติดอาวุธก่อการร้ายมุสลิม เข่นฆ่า ไม่เคยกล่าวถึงการที่ กองกำลังทหารไทย ถูกซุ่มโจมตี วางระเบิด และ สังหาร สันติภาพจอมปลอมและเป็นนามธรรม ที่พวกเขาเรียกร้องในพื้นที่คือผลประโยชน์ฝ่ายเดียวของประชาชนมุสลิม กับ รัฐบาลมาเลเซีย ในขณะที่ ประชาชนไทพุทธทั้งในพรมแดนของรัฐไทยและมาเลเซีย ซึ้งเป็นผู้ตกเหยื่อ ที่ไม่เคยได้รับความยุติธรรมเสมอภาคจาก"ชาวมุสลิมมลายู"เลย และไม่เคยได้รับความเห็นใจจากขบวนการที่แอบอ้างต่อสู้เพื่อภาคประชาชน เช่นนี้ นี้คือ กลุ่มสื่อและขบวนการ อ้างผลประโยชนน์แต่ฝ่ายเดียว ในขณะที่อีกฝ่ายยังคงถืออาวุธเข่นฆ่า ประชาชนผู้บริสุทธิ์ และ ทหารผู้มีหน้าที่รักษาความสงบภายในพื้นที่ การเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงของพวกเค้าจะไม่เกิดขึ้นหาก กลุ่มติดอาวุธมุสลิมไม่เลือกที่จะวางอาวุธ ต่อ รัฐบาลไทย และ รัฐบาลมาเลเซีย ผู้ยืนถือแขนโอบอุ้มขบวนการก่อกรร้ายยังไม่ยุติบทบาทสนับสนุน และไม่สร้างความเท่าเทียม ยุติธรรม ให้กับ"ชาวไทยพุทธ"ในพื้นที่มาเลเซีย สันติภาพในบริเวณพื้นที่คงจะเป็นเพียงแค่ความเพ้อฝันของประชาชนคนไทย

ประเด็นความขัดแย้ง และ การเสนอแนวทางแก้ปัญหา โดย องค์กรเลี้ยวขวา

องค์กรเลี้ยวขวา ได้พยายามเสนอประเด็นหลักๆต่อสถานการณ์ต่างๆในพื้นที่ไว้ดังนี้  1.บทบาทความสำคัญของทหารในการสร้างสันติภาพ  กำลังทหารคือผู้ที่มีบทบาทในการดูแลรักษาความสงบ ควบคุมสถานการณ์ ปกป้องชีวิตประชาชนคนไทพุทธในพื้นที่ การที่"กลุ่มทุน" องค์กรเอกชน เอ็นจีโอ และ ฝ่ายซ้าย ที่ออกมาเรียกร้องให้ ทหารถอนตัว ออกไปคือการเปิดโอกาสให้ กลุ่มติดอาวุธก่อการร้ายมุสลิม ทำการเข่นฆ่าคนไทยพุทธทั้ง แรงงาน-กรรรมกร ชาวสวนยาง นักธุรกิจ และพระภิกษุสงฆ์ในพื้นที่ได้อย่างสนุกมือ เพราะเป้าหมายของกองกำลังติดอาวุธมุสลิมไม่ใช้การโจมตีทหารของรัฐไทยเท่านั้น แต่มันยังครอบคลุมไปถึง คนไทยพุทธผู้บริสุทธิ์  อีกจำนวนมากซึ้งอาศัยอยู่ภายในพื้นที่ การถอนตัวของทหาร จะทำให้ ประชาชนไทยพุทธ เป็นอันตรายอย่างมากแต่ในขณะเดียวกัน ทหารก็ไม่สามารถที่จะปกป้องคุ้มครองพลเรือนทั้งหมดและพลเรือนก็ไม่สามรถปกป้องชีวิตของตนเองได้เพราะฉะนั้น บทบาทของพลเรือนคือส่วนสำคัญต่อไป

2.บทบาทความสำคัญของพลเรือนในการสร้างสันติภาพ พลเรือนคือกลุ่มคนที่ไม่ติดอาวุธและเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ต้องทนรับการโจมตีของกองกำลังติดอาวุธมุสลิมหัวรุนแรงในพื้นที่ๆออกลาดตระเวนทำการเข่นฆ่า คนไทยพุทธในพื้นที่ เพื่อขับไล่ออกไป เพราะฉะนั้น บทบาทของพลเรือนมีส่วนสำคัญในการช่วยสร้างสันติภาพ เพราะฉะนั้น รัฐไทย และ กองกำลังทหารของรัฐไทย ควรแจกจ่ายอาวุธให้แก่ ประชาชนพลเรือน ทุกคนเพราะการที่ประชาชนปกป้องตัวเองได้เกิดจากการที่พวกเขามี"อาวุธ"ในการต่อสู้กับขบวนการก่อการร้าย  ที่ออกมาเข่นฆ่าประชาชนทั้งในยามที่พวกเขาออกไปทำงานในตอนเช้า และ ในยามที่พวกเขาเดินทางกลับสู่ที่พักในตอนเย็น การจัดตั้งขบวนการต้านการก่อการร้ายของพลเรือนในพื้นที่คือ สงครามมวลชน ที่ประชาชนจะจับอาวุธต่อสู้กับอิทธิพลศาลเตี้ยของกองกำลังมุสลิมหัวรุนแรงในขั้นต่อไป 

3.การประสานของพลเรือนทั้งในรัฐไทยและนอกรัฐไทยเพื่อต่อสู้กับขบวนการสนับสนุนการก่อการร้ายและขบวนการก่อการร้าย เราต้องเข้าใจว่าสถานการณ์ในสามจังหวัดของไทย คือการที่ขบวนการก่อการร้าย ได้รับการสนับสนุนโดย กลุ่มเงินทุนและขบวนการอีกกลุ่มภายในพื้นที่มาเลเซีย และ ไทย ซึ้งทั้งสองขบวนการนี้ คือ ขบวนการกดขี่ข่มเหง"คนไทยพุทธ"ทั้งแรงงาน-กรรมกร ชาวสวนยาง นักธุรกิจ และ พระภิกษุสงฆ์ ซึ้งอยู่ทั้งสองฝั่งของพรมแดนไม่ให้ทำการประกอบอาชีพ ไม่มีสิทธิเสียงทางการเมือง มีการจับกุมคนพุทธคุมขังโดยไม่มีการไต่สวนสิ่งเหล่านี้สร้างความเจ็บปวดให้แก่คนไทยพุทธ 

              นอกจากนี้กรอบความคิดคลั่งศาสนาได้ถูกใช้เพื่อการฝังหัวให้"ขบวนการก่อการร้าย"ต่อสู้กับรัฐไทย และ เข่นฆ่าคนต่างศาสนาด้วยเพราะความเชื่อ ผ่านโรงเรียนสอนศาสนาที่ได้เงินทุนมาจากกลุ่มผู้สนับสนุนการก่อการร้ายซึ้งไม่ได้เสนอทักษะทางด้านวิชาการให้แก่พวกเขา คือการปลูกฝังให้พวกเขาเหล่านั้นไม่มีความสามรถในการที่จะประกอบอาชีพและทำให้พวกเขาเหล่านั้นคิดรู้สึกว่าตนเองเป็นคนไทย  นำไปสู่การก่อการร้าย โจมตีคนไทยผู้บริสุทธิ์

            เพราะฉะนั้น การประสานงานกันระหว่าง คนไทยพุทธ และ การจัดตั้งขบวนการมวลชนต้านการก่อการร้ายในพื้นที่สองฝั่ง คือ สิ่งที่ต้องทำเพื่อต้านการสนับสนุนการก่อการร้ายที่กระทำต่อ ชาวไทยพุทธ และออกมาเรียกร้องความยุติธรรมในพื้นที่ของสองฝั่ง การเรียกร้องให้ รัฐบาลมาเลเซีย เลิกสนับสนุนหรืออุ้มชูขบวนการสนับสนุนการก่อการร้ายภายในพื้นที่ของมาเลเซียนี้และหันมายอมรับสิทธิความเท่าเทียมกันของคนไทพุทธในพื้นที่ของ"มาเลเซีย"ในการที่จะประกอบอาชีพ มีสิทธิเสียงในทางการเมืองภายในพื้นที่ และมาเลเซียต้องยอมรับประชาธิปไตยในพื้นที่ของคนไทพุทธ ซึ้งเลือกที่จะจัดตั้ง"เขตปกครองพิเศษ"ขึ้นมา รัฐบาลมาเลเซีย ควรแก้ปัญหาในการสร้างความเสมอภาคของคนไทยพุทธ

4.การสร้างประชาธิปไตยรวมศูนย์ในพื้นที่  ประชาธิปไตยนั้นคือสิ่งที่ประชาชนต้องการและจะต้องไม่เอียงไปหาผลประโยชน์ของ กลุ่มคนใด กลุ่มคนหนึ่ง ซึ้งประชาธิปไตย ในพื้นที่นี้คือ ประชาธิปไตยที่ต้องจัดการด้วยกำลังทหาร บางคนอาจสงสัยว่า ทหารจะ"สร้างประชาธิปไตย"ได้เหรอ 

ในกรณีศึกษานี้ เราต้องเข้าใจก่อนว่า ประชาะธิปไตย บางครั้งก็มาจากการใช้กำลัง เช่น การปฎิวัติอเมริกา และ อื่นๆ ประชาชนไทยพุทธ จะเข้ามามีส่วร่วมในการบริหาร ประชาธิปไตย ในพื้นที่ ภายใต้การกำกับดูแลของทหารซึ้งมีหน้าที่"รักษาความสงบ" การสร้างประชาธิปไตย คือการลดปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่าง"ประชาชน"ได้

5.ขบวนการไทยพุทธ สู่ พรรคมวลชน ในพื้นที่  เพื่อสร้างฐานในหมู่ประชาชนไทยพุทธในพื้นที่ให้มีเอกภาพและความเข้มแข็งรวมทั้งการประสานงานกับกองกำลังทหารที่ทำหน้าที่รักษาความสงบ ควรจัดตั้ง พรรคมวชน ขึ้นมาชี้นำ นโยบายทางการเมือง เศรฐกิจ สังคม ในพื้นที่แบบประชาธิปไตยรวมศูนย์ รวมถึง พรรคนี้ คือตัวอย่างของการรณรงค์ในการต่อต้านอำนาจอิทธิพลและศาลเตี้ยของมุสลิม ในภาคต่างๆของไทยเพื่อสร้างความสมานฉันทร์ในหมู่คนไทยพุทธ ที่ต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ ทั้งในพรมแดนของรัฐไทยและรัฐอื่นๆภายใต้ ระบบของประชาธิปไตยรวมศูนย์สังคมนิยมฟาสซิสต์

สรุป  



ประชาชน คือ ผู้ที่มีพลังในการต่อสู้กับขบวนการก่อการร้ายและขบวนการสนับสนุนการก่อการร้าย ผ่านการต่อสู้ของประชาชนผู้รักชาติ ทั้งในแบบภาคประชาชน และ กลุ่มติดอาวุธพลเรือนปกป้องตัวเอง เพื่อทำการเรียกร้องให้ขบวนการมุสลิมทั้งหลายหยุดสร้างความปั่นป่วนหรือการก่อการร้าย และ เพื่อขจัดอิทธิพลของ มุสลิม ในสังคมไทย เราต้องเน้นให้ประชาชนทั้งหลายเห็นถึงความรักชาติ ชาตินิยมยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเรา รัฐบาลไทย คือ ผู้ที่ต้องสร้างความสงบและเจริญรุ่งเรืองต่อผู้คนในประเทศ