โดย นักวิชาการฝ่ายขวา
ก่อนที่ชาวอารยันจะมาถึงในบริเวณที่เราต่างเรียกขานกันไปต่างๆนานาว่า ชมพูทวีป อนุทวีป หรือ อินเดีย นั้น เคยถูกครอบงำด้วยอารยธรรมของชนชาวผิวดำที่เรียกกันว่า ดราวิเดียน ที่มีอำนาจอยู่ในลุ่มแม่น้ำสินธุ ซึ้งชนเผ่าเหล่านี้มีความเชื่อในเทพเจ้าหลายองค์ของศาสนาพราหมณ์เก่า จนกระทั่ง ชาวอารยัน ได้นำกองทัพบุกเข้ามายังอนุทวีปอินเดียตอนเหนือ ชนชาวอารยันเหล่านี้ในตอนแรกได้กระจายตัวอยู่ในบริเวณตอนเหนือของอินเดียต่อมาได้ขยายเข้าไปในตอนกลางของอนุทวีป และได้ประกาศตนเองเป็น ชนชั้นปกครองเหนือ ชาวดราวิเดียน อันเป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิม ซึ้งต่อมา ชาวอารยัน เหล่านี้ได้รับ วัฒนธรรมของชาวดราวิเดียน และได้ตั้ง"ระบบวรรณะ"ซึ้งแปลว่าสี ขึ้นมาซึ้งเป็นระบบการแบ่งแยกชนชั้นทางเชื้อชาติ ระหว่าง ชาวอารยันแท้ กับ ชาวดราวิเดียนผิวดำ โดยได้แบ่งชนชั้นทางสังคมตามลักษณะเชื้อชาติออกเป็น 4 ชนชั้นได้ ชาวอารยันแท้นั้นจะเป็น ชนชั้นพราหมณ์ กษัตริย์ ส่วน ชาวดราวิเดียน นั้นคือ พวกแพศย์ และ ศูทร และ ยังมีอีกชนชั้นที่เกิดจากการแต่งงานข้ามเผ่าพันธุ์ระหว่าง ชาวอารยัน กับ ชาวดราวิเดียน ชนชั้นนั้นคือ ชนชั้นจัณฑาล ซึ้งเป็น ชนชั้นที่จะเป็น ชาวอารยัน ก็ไม่ใช้ ชาวดราวิเดียน ก็ไม่เชิง
- "ระบบวรรณะคือระบบที่ชาวอารยันตั้งขึ้นเพื่อแบ่งแยกระหว่างชาวอารยันกับชาวดราวิเดียนผิวและป้องกันการกลืนชาติของชาวดราวิเดียนอันเป็นประชากรพื้นเมืองที่มีอำจนวนมากกว่าชาวอารยันแท้เป็นจำนวนมากนำไปสู่การจัดตั้งระบบวรรณณะขึ้นซึ้ง วรรณณะในภาษาอินเดียแปลว่า สี"
ต่อมาการแบ่งแยกทางชนชั้นของอินเดีย การนับถือเทพเจ้าอันหลากหลายของชาวอารยันและชาวดราวิเดียน นำไปสู่การจัดตั้งลัทธิมากมายที่มีนักบวชผู้มีอิทธิฤทธิปาฎิหารย์ ต่างตั้งขึ้นเพื่อแข่งกันในการที่จะมีโภคทรัพย์ทางเศรฐกิจหรือนำความั่งคั่งมาสู่ลัทธิของตนเอง กลายเป็น ยุคมืดของอินเดีย จนกระทั่งได้มีการประกาศ"ศาสนาพุทธ"ขึ้น และ มีการนำคติทางการเมืองของศาสนาพุทธมาใช้ในการปกครองอินเดียนั้นคือ คติจักรวรรดิวัตร และ ทศพิธราชธรรม อันเป็นแนวทางในการชี้นำพระมหากษัตริย์ให้ปกครองบ้านเมืองอย่าง ยุติธรรม และ สร้างคุณงามความดี คตินี้ได้สืบต่อไปถึง จักรวรรดิโมริยะของพระเจ้าอโศกมหาราช ซึ้ง สถาบันของศาสนาพุทธได้รับการยกย่องให้เป็นถึง สถาบันสำคัญลำดับที่สามแห่งจักรวรรดิ
อินเดียนั้นถือได้ว่าเป็นดินแดนทางผ่านของกองคาราวานค้าขายทั้งทางบก ทางเรือของทั้งตะวันตกอันได้แก่ เปอร์เซีย โรมัน กรีก และ ตะวันออก อันได้แก่ จีน ทิเบต เป็นต้น ทำให้ ศาสนาพุทธ จึงได้ขยายตัวไปยังพื้นที่ส่วนต่างๆของเอเชียตามเส้นทางการค้าของอินเดียไปด้วย ซึ้งถือว่าเป็นรอยต่อของตะวันตกและตะวันออกพร้อมกัน ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชนั้นได้มีการส่งสมณฑูตชาวพุทธไปยังดินแดนต่างๆเพื่อเผยแผ่ศาสนา ทั้งในโลกตะวันออกอันได้แก่ เอเชียกลาง เอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมไปถึง โรมัน และ อียิปต์ ในโลกตะวันตกกับตะวันออกลาง
อาณาจักรใหญ่ที่เคยมีอยู่ในอินเดียได้เกิดการแตกแยกและกระจัดกระจาย อินเดีย ได้ถูกโยนลงไปอยู่ในสภาวะที่ยุ่งเหยิงทางอำนาจอีกครั้ง มีการรุกรานของเผ่าชนต่างๆมากมายจาก ทั้ง กรีก เปอร์เซีย กนิษกะ ที่มาจากเอเชียกลาง และ เอเชียไมเนอร์ ซึ้งได้เข้ามายึง ชมพูทวีป หลังจากจักรวรรดิโมริยะของพระเจ้าอโศกมหาราช ล่มสลายลง และการรุกรานนั้นได้ก่อให้เกิดการปฎิสัมพันธุ์ขึ้นระหว่าง ชนที่มาใหม่ กับ ศาสนาพุทธ ทำให้ ชนกลุ่มต่างๆเหล่านี้ต่างรับศาสนาพุทธ มีการสร้างพระพุทธรูปขึ้นใน แคว้นคันธาระของกรีก ก่อนที่จะขยายไปยังส่วนอื่นๆของอินเดีย ศาสนาพุทธ ยังคงรุ่งเรืองสืบต่อมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ 17
ศาสนาพุทธ ในอินเดียยืนยงอยู่ได้จนถึงพุทธศตวรรษที่ 17 จึงเสื่อมลงอันเกิดจากความพยายามในการกลืนศาสนาพุทธของนักบวชฮินดู และ การเข้ามาของกองทัพอิสลามในอินเดีย ที่ได้ทำลายมหาวิทยาลัยสงฆ์หลายแห่ง เช่นที่ นาลันทา และเข่นฆ่าชาวพุทธไปมากมาย ศาสนาพุทธในอินเดียจึงได้ค่อยๆเสื่อมลงในอินเดียและสูญหายไปจาก อนุทวีปอินเดีย นับแต่บัดนั้น
