วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2558

ไท(ย)

 
"รัฐบาลไทย หรือ รัฐบาลกรุงเทพ ในรูปของ
"รัฐทุนนิยมประชาธิปไตย"ในปัจจุบันนั้นไม่เคย 
เข้าไปมีบทบาทในการช่วยเหลือหรือปกป้อง คนเชื้อชาติเดียวกัน" 

โดย นักวิชาการฝ่ายขวา

ถ้าหากเราพูดถึงคำว่า"คนไทย"นั้นก็คงหมายถึง คนไทย ที่อยู่ใน รัฐไทย เท่านั้น แต่ถ้าเราพูดถึง คนไท แล้วนั้นเราหมายถึง กลุ่มชาติพันธุ์ขนาดใหญ่ ที่อาศัยอยู่ใน"อุษาอาคเนย์"อันมีความสัมพันธุ์โดยตรงต่อ คนไท ทุกผู้ทุกคนซึ้งอยู่ใน รัฐไทย ในฐานะของ พี่น้อง ร่วมสายเลือดเดียวกัน ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับ รัฐไทย ที่ถูกสถาปนาบนดินแดนที่เหลืออยู่ของ"อาณาจักรรัตนโกสินทร์"หรือ กรุงเทพซึ้งถูกตั้งขึ้นมาด้วยความจำเป็นในลักษณะทางการเมืองที่ รัฐไทย กำลังเผชิญหน้ากับ จักรวรรดินิยมตะวันตก ซึ้งไม่สอดคล้องต่อสภาพภูมิศาสตร์ทางเชื้อชาติ เพราะเช่นนั้นแล้ว เราถึงได้เห็นการที่ มี คนไทพลัดถิ่น ซึ้งอาศัยอยู่ในดินแดนที่ถูกชาติตะวันตกบีบบังคับเอาไป ต่างออกมาเรียกร้องขอสัญชาติไทยคืน หรือ แม้แต่ออกมาต่อสู้กับรัฐบาลต่างชาติ ที่ทารุณกดขี่และถูกจัดสรรขึ้นในภายหลังยุคอาณานิคมโดย ชาติตะวันตก ให้ปกครองดินแดนของ"คนไท"นำไปสู่การต่อสู้ของ คนไท พวกต่างๆเช่นใน พม่า เป็นต้น เพื่อนำดินแดนของพวกเขาให้หลุดพ้นจากการตกเป็นเมืองขึ้นของ รัฐบาลต่างชาติ ทั้งหลาย เพื่อทวงสิทธิอันชอบธรรมของพวกเขาคืนมาในการที่จะเป็น"คนไท"

ในการศึกษาของนักวิชาการสายหลักต่อความเป็น คนไท นั้นได้ให้ความเห็นที่ตรงกันว่าประวัติศาสตร์ของคนไท นั้นเริ้มขึ้นในบริเวณทางตอนใต้ของจีน นั้นคือใน"มณฑลยูนนาน"โดยได้มีการจัดตั้ง รัฐอิสระของคนไท ขึ้นมาปกครองตนเองในทางใต้ เช่น น่านเจ้า ซึ้งในบริเวณนั้นถือได้ว่าเป็น อู่อารยธรรมของคนไทโบราณ จนกระทั่ง"รัฐไท"ล่มสลายลงในพุทธศตวรรษที่ 14 ด้วยการรุกรานของกองทัพขนาดใหญ่ที่เข้ามาแย่งชิงแผ่นดินของชาวจีนฮั่น ทำให้ คนไท บางส่วนได้อพยพลงไปมาทางใต้ นำไปสู่การจัดตั้ง อาณาจักรของคนไทต่างๆเช่น อาณาจักรเมาของไทใหญ่ ล้านช้าง ล้านนา ละโว้ สุโขทัย นครศรีธรรมราช และ อยุธยา รวมไปถึง กรุงเทพ

ก่อนยุคล่าอาณาณิคมของตะวันตกนั้น อาณาจักรรัตนโกสินทร์ ได้ผนวกเอาดินแดนต่างๆที่ประกอบไปด้วย"คนไท"พวสกต่างๆเข้ามาไว้ด้วยกัน โดยการการปกครองแบบประเทศราช ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ กรุงเทพ ซึ้งเมื่อดูจากแผนที่แล้วถือได้ว่า อาณาจักรรัตนโกสิทร์ หรือ กรุงเทพ นั้นได้ขยายครอบคุลมพื้นที่ๆมีขนาดใหญ่กว่าสองเท่าของ รัฐไทย ในปัจจุบันจนกระทั่งการล่าอาณาณิคมได้เกิดขึ้น การที่ รัฐไท ในช่วงนั้นยังคงยึดถือในการปกครองแบบประเทศราชอยู่ทำให้สิ่งที่เรียกว่าเส้นเขตแดน หรือ พรมแดนของรัฐไท นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยสมบรูณ์เท่าไหร่ นำไปสู่การเฉือนดินแดนที่คนไทอาศัยอยู่ออกไป และด้วยคำเป็นทางการเมืองเพื่อไม่ให้ดินแดนถูกเฉือนไปอีกก็ต้องปฎิรูปการปกครองและจัดตั้ง รัฐชาติ ที่มีอาณาเขต ประชากร อธิปไตย และ รัฐบาล ขึ้นมาแทนที่การปกครองของ รัฐบาลแบบเก่า ซึ้งการปฏิรูปในครั้งนี้ก็ได้สำฤทธิ์ผลขึ้นใน รัชกาลที่ 5 ด้วยความกลัวการบีบบีงคับจากชาติตะวันตกในทางหนึ่ง และด้วยความคิดที่อยากสร้าง คนไท ให้เป็นผู้มี"อารยะ"ในอีกทางหนึ่ง นำไปสู่การสร้างความเป็น ไทย ในแบบสมัยใหม่ ที่มักถูกเรียกขานในแบบตะวันตกว่า"โมเดิร์นนิสเซชั่น" (Modernization) ในขณะที่ยังคงวัฒนธรรมไท เอาไว้อยู่

หลังจากยุคล่าอาณาณิคม คนไท นอกดินแดนของรัฐไทย นั้นหวังว่าตนเองจะได้มีอิสระหรือกลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง รัฐไทย ที่ตั้งขึ้นใหม่อีกครั้ง แต่แล้วดินแดนของ คนไท เหล่านั้นก็ถูกแบ่งแยกโดย นักปกครองตะวันตก ที่อาจจะไม่ต้องการเห็นการสร้างเอกภาพร่วมกันระหว่าง คนไท หรือ พวกเขาไม่ต้องการให้ รัฐไทย ซึ้งมีประชาการกลุ่มใหญ่เป็น คนไท เข้าไปสร้างบทบาทหรืออิทธิพลต่อ คนไท ในที่อื่นๆ หรือ อาจเป็นไปได้ว่าพวกเขาไม่ได้สนใจต่อสภาพทางเชื้อชาติ แต่ไม่ว่าจะเป็นเช่นไรพวกเขาได้เริ้มตัดดินแดน ผนวกดินแดน และ ประกาศดินแดน เช่นการประกาศจัดตั้ง"รัฐลาว"ซึ้งลาวนั้นคือ ประชากรคนไท กลุ่มใหญ่ กลุ่มหนึ่งเป็นต้น การกระทำเหล่านี้ของจักรวรรดินิยมทำให้ คนไท นั้นถูกแบ่งแยกออกจากกันด้วยพรมแดนของ รัฐชาติ และเรื่องเหล่านี้ได้เลวร้ายกว่าในยุคของสงครามเย็นเมื่อ จักรวรรดินิยมต่างๆได้เข้ามาเล่นบทบาทโดยการใช้ ดินแดนของคนไทต่างๆเป็นสนามรบ นำไปสู่การประหัตประหารพี่น้องร่วมชาติเดียวกัน พอฝันร้ายยุคสงครามเย็นจบลง พี่น้องสหายคนไทของเราก็ต้องต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในการปกครองตนเองหรือปลดแอกตนเองให้พ้นจากการครอบครองของกองกำลังต่างชาติที่เข้ามา ทารุณกดขี่ พวกเขาแทนที่ พวกจีนเจ็ก พวกคอมมิวนิสต์ หรือ พวกตะวันตก

รัฐบาลไทย หรือ รัฐบาลกรุงเทพ ในรูปของ"รัฐทุนนิยมประชาธิปไตย"ในปัจจุบันนั้นไม่เคย เข้าไปมีบทบาทในการช่วยเหลือหรือปกป้อง คนเชื้อชาติเดียวกัน เช่นรัฐบาลไทยไม่เคย เข้าไปมีส่วนปกป้องชีวิตของ คนไทใหญ่ ในรัฐฉานจากการกดขี่ของพวกทหารทรามชาวพม่า ไม่เคยเข้าไปปกป้องสิทธิทางทรัพย์สิน เสรีภาพของ คนไทสยามในพม่าหรือมาเลเซีย เพราะการปลูกฝังทางวัฒนธรรมแบบไม่ชาตินิยมและเซคูล่าร์หรือฆราวาสนิยม ของเราต่อเรื่องความเป็นชาติซึ้งพยายามจะตัดและผลักใสความคิดเรื่องชาตินิยมและศาสนาออกไปจากสาถบันตางๆในสังคม ทำให้เราไม่มีสำนึกทางวัฒนธรรมต่อกลุ่มชนเดียวกัน

ในประวัติศาสตร์ร่วมความทรงจำอันเลือนลางของคนไท รวมไปถึงในขณะนี้ คนไท ที่อยู่อาศัยในดินแดนต่างๆรวมไปถึง คนไท ในประเทศไทย ต่างกำลังทนทุกข์ทรมานจากการโดนกดขี่โดยคนต่างชาติ และ พวกขี้ข้าเผด็จการจักรวรรดินิยม รวมไปถึงจากการทารุณภายใต้ระบบเผด็จการคอมมิวนิสต์ เราในฐานะ คนไท ต้องร่วมกันแสดงพลังของเราออกมา พลังที่เราต่างจะร้องเสียงเดียวกันว่า"เราคือคนไท"เราจะเผชิญหน้ากับอุปสรรค การต่อสู้ และ เผชิญหน้ากับ ศตรูของเราเพื่อให้พวกเขารู้ว่าเราจะไม่ยอมโดนกดขี่และถูกทารุณอีกต่อไปแล้ว เราจะเลือกวิวัฒนาการในเส้นทางของเราเอง เราจะไม่ยอมโดนยัดเยียด หรือ ถูกบังคับ ตราบใดที่เรายังเป็น คนไท ตราบนั้นจะมีคำว่า"ไท"ต่อไปตราบ จนพงษ์พันธุ์ของเราจะเสื่อมสลาย