วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ประเทศไทยนี้เป็นของใครกัน?


"ถึงแม้ในปัจจุบันเราอาจจะบอกได้ว่า รัฐไทย นั้นเป็น 
คนไท ซึ้งเป็นคนส่วนใหญ่แต่จากการกระทำของ รัฐไทย ในปัจจุบัน 
เราก็เห็นได้ว่าความเป็น รัฐของคนไท ที่ถูกบัญญัติเอาไว้
กลับไม่เป็นความจริงหรือเป็นแค่เพียงฉากหน้าเท่านั้น
เพราะ"รัฐบาล"ไม่เคยเหลียวแหล คนไทแท้ ลูกหลานกรรมกร ชาวนา 
ซึ้งถือได้ว่าเป็น กระดูกสันหลังของชาติเลย"


โดย นักวิชาการฝ่ายขวา

                           คนไท นั้นถือได้ว่าเป็นกลุ่มเชื้อชาติ ที่มีอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์ของ"รัฐไทย"รวมไปถึง ดินแดนใกล้เคียงต่างๆเป็นอย่างมาก ในฐานะของกลุ่มคนที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับอำนาจของผู้ปกครองจากต่างชาติ ซึ้งเข้ามาช่วงชิงครอบครองดินแดน และ กลืนดินแดนรวมไปถึง"ชนชาติไท"ด้วย อันจะเห็นได้จากการลุกขึ้นสู้ของ พ่อขุนศรีอินราทิตย์ของอาณาจักรสุโขทัยที่ไม่ยอมสวามิภักดิ์แก่อาณาจักรขอม เลยไปถึง พระนเรศวรมหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา ที่ต่อต้านอาณาจักรหงสาวดี รวมไปถึง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก แห่งอาณาจักรรัตนโกสินทร์ ที่ทำสงครามรักษาอิสรภาพของกรุงสยามเอาไว้ ซึ้งต่างต่อสู้เพื่อให้พ้นจากการครอบงำทางอำานจของกลุ่มชนต่างชาติบนแผ่นดินของรัฐไทยในปัจจุบัน และ เพื่อ รวบรวมคนไท ที่ตั้งตนเป็นอิสระเข้ามาไว้ด้วยกัน ซึ้งถือได้ว่า คนไท นั้นเป็นกลุ่มคนที่บทบาทอย่างยิ่งต่อ รัฐไทย ในปัจจุบันซึ้งพวกเขาต่างต่อสู้เพื่อดำรงรักษา เผ่าผงพันธุ์ เอาไว้

                        แต่ถึงแม้ว่า รัฐไทย จะถูกก่อตั้งขึ้นมาหรือมีคนส่วนใหญ่ เป็น คนไทแท้ นั้น รัฐไทย ในปัจจุบันกลับไม่ปกป้องสิทธิ ของ คนไท ด้วยกันจากการกดขี่ของ พวกนายทุน และ พวกภาระ เพราะว่า รัฐไทย ในปัจจุบันนั้นถูกจัดตั้งขึ้นมาหรือถูกควบคุมโดย ระบบรัฐสภา ที่มีคนต่างเชื้อชาติ เช่น คนจีน หรือ คนมุสลิม เป็นต้นที่ต่างเข้ามามีอำนาจปกครอง คนไท และ รัฐไทย

                        ถึงแม้ในปัจจุบันเราอาจจะบอกได้ว่า รัฐไทย นั้นเป็น คนไทแท้ ซึ้งเป็นคนส่วนใหญ่ แต่จากการกระทำของ รัฐไทย ในปัจจุบัน เราก็เห็นได้ว่า ความเป็น รัฐของคนไท ที่ถูกบัญญัติเอาไว้กลับไม่เป็นความจริงหรือเป็นแค่เพียงฉากหน้าเท่านั้นเพราะ รัฐบาล ไม่เคยเหลียวแหล คนไทแท้ ลูกหลานกรรมกร ชาวนา ซึ้งถือได้ว่าเป็น กระดูกสันหลังของชาติเลย และมันอาจจะเป้นเพราะ อำนาจไม่ได้เคยเป็นของ คนไท มาตลอด เพราะอำนาจในการบริหารจัดการกลับตกอยู่ในมือหรืือถูกผูกขาดโดยกลุ่มชนชาติอื่น ที่ต่างร่ำรวยมาจากการกดขี่ คนไท หรืออำนาจไปตกอยู่ในมือของพวกนักการเมืองในรัฐสภาที่ต่างแย่งชิงอำนาจกัน ขัดแย้งกัน ดูตัวอย่าง ได้จากการรัฐประหารของกองทัพที่รู้จักกันในนามการรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 ซึ้งหัวหน้าของกลุ่มรัฐประหารนั้นก็คือ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน นั้นก็ไม่ใช้ คนไท เสียแล้วซึ้งการกระทำของพวกภาระเหล่านี้ ที่กระทำต่อ รัฐไทย ทำให้ รัฐไทย นั้นเฉื่อยชาและล้าหลังลง

                      ไม่ใช้แค่นั้น ที่เราเห็นว่า คนไทแท้ กำลังสูญเสียบทบาทใน รัฐไทย ทางการเมืองไปแต่มันยังเชื่อมโยงไปถึงสิ่งที่เราสูญเสียบทบาทในด้านเศรฐกิจ ที่เราถือว่า ทุนทางเศรฐกิจ นั้นมีสองทุน คือ ทุนทางการเงิน และ ทุนทางการผลิต ซึ้งพวกภาระนั้นได้ยึด กอด ทุนทางการเงินเอาไว้อย่างแนบแน่น และ มันจะไม่ยอมปล่อย ให้ใครหน้าใหนทั้งนั้น รวมไปถึงในตอนนี้เราเองก็สูญเสียบทบาททางการทหารไปแล้ว ดูได้จากการที่ อดีตผู้บัญชาการของกองทัพบกของไทยอย่าง พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน นั้นกลับไม่ใช้คนไทย แต่เป็น ชาวมุสลิม ที่มีบทบาททางการทหารในกองทัพของ คนไท ซึ้งถือได้ว่าเป็น ชาวพุทธ และเป็นชนชาติที่นับถือศาสนาพุทธอย่างเหนียวแน่น

                     การสูญเสียอำนาจบทบาทของคนไท ในทุกด้านทำให้ คนไท นั้นในปัจจุบันถือได้ว่าเป็นะพลเมืองชั้นสอง ซึ้งนั้นก็คือเป็น พลเมืองต่างชาติ ในประเทศตัวเอง ซึ้งต่างได้รับการดูถูกเหยีดหยามจาก ชนชาติ อื่นที่อยู่ในไทยอย่างยิ้มย่องลำพองใจว่า"คนไท นั้นโง่"และต่างเสวยสุขอยู่บนกองเงิน กองทอง ที่เราหามาให้ พวกภาระ เหล่านี้กลับไปยัง กลุ่มชนชาติเดียวกับพวกเค้า และ ทิ้งชนชาติไท เอาไว้เบื้องหลังของเหตุการณ์ และ ไม่แน่ในอนาคตเราอาจจะไม่ได้เห็น คนที่ชื่อว่า ไท อีกแล้ว

                      จากการตั้งคำถามเหล่านี้เราได้รับคำตอบโดยตัวของมันเองอยู่แล้วว่า รัฐไทย ไม่ใช้ของคนไทย แล้วถ้าหากมีคนถามว่า รัฐไทย รวมไปถึง คนไท ควรจะทำเช่นไรในปัจจุบัน เราฝ่ายขวาฟาสซิสต์ นั้นจะบอกกลับไปว่า รัฐไทย จะต้องเป็นของ คนไท จริง ไม่เป็นของ คนไทแค่เพียงในนามเท่านั้น แต่ คนไท และ รัฐไทย ควรจะหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวในฐานะที่เราเป็นทั้งมวลชนส่วนใหญ่ เป็นทั้งผู้ที่กำหนดประเทศนี้ และ เป็นทั้งผู้ทีก่อตัง รัฐไทย นี้ขึ้นมาเพราะเช่นนั้นแล้ว รัฐไทย คือ รัฐของเรา ที่ไม่มีใครจะยื้อแย่งมันไปจากเราได้

ความล้มเหลวของรัฐประชาธิปไตยแบบตะวันตก


โดย นักวิชาการฝ่ายขวา

                         นานมาแล้วที่ รัฐประชาธิปไตยแบบตะวันตก ที่มีวัฒนธรรมรากเหง้ามาจากยุโรปและอเมริกา ถือกำเนิดขึ้นด้วยการเถลิงอำนาจอย่างสูงสุดของพวกเสรีนิยมหัวรุนรแง และพวกเซคูล่าริสต์ ที่ต่อต้านศาสนา ในสมัยแห่งการปฏิวัติฝรั่งเศษ และด้วยบทเรียนที่ได้รับมาตลอดหรือจากการถูกฝังหัวด้วยระบอบการปกครองนั้นเราเชื่อว่า รัฐประชาธิปไตยแบบตะวันตก นั้นคือ รัฐที่มีคนส่วนใหญ่ เป็นเสียงข้างมากหรือนับคนส่วนใหญ่ไว้ในฐานะเสียงอันทรงคุณค่า ทั้งที่ในปฎิบัติแล้วอำนาจและสิทธิเสียงที่แท้จริงนั้นตกอยู่ในมือของ นักการเมืองและชนชั้นปกครอง ซึ้งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการปกครองภายใต้ ระบอบที่พวกเราทุกคนสมควรเรียกมันว่า "รัฐเผด็จการประชาธิปไตย"
                   
                        อย่างที่ทราบกัน ความล้มเหลวของการต่อสู้ในสมัยหนึ่งระหว่าง พวกอนุรักษ์นิยม กับ พวกหัวรุนแรงเสรีนิยม ได้นำความอ่อนแอมาสุ่ฐานรากแห่งระบอบศักดินาแบบตะวันตก และยับยั้งการแผ่ขยายของลัทธิศักดินาตะวันตกในโลกใหม่อย่าง เช่น สหรัฐอเมริกา การพ่ายแพ้สงครามของจักรวรรดิศํกดินาตะวันตก อย่าง อังกฤษ ซึ้งอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านมาสู่ระบอบทุนนิยม และ ความพ่ายแพ้ของระบอบศักดินาแบบตะวันตกในฝรั่งเศษ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เป็นไปในประวัติศาสตร์ยุโรป และ กำลังเป็นไปในประวัติศาสตร์การต่อสู้ของเรา ผู้รักชาติ
                 
                        และเมื่อมันนำความล้มเหลวมาสู่ประเทศชาติและสังคม ในจังหวะที่มันไม่สามารถทำให้ผู้คนเชื่องเชื่อต่อระบอบการปกครองอันทุจริต และ ฉ้อฉล ได้อีกต่อไปเมื่อผู้คนเริ่มกลับไปหาสังคมรากเหง้าของตนเองซึ้งเป็นสังคมกลุ่มชนศาสนาจนนำไปสู่ "ขบวนการหวนคืนสู่รากเหง้า" พวกประชาธิปไตย จะกลายตัวเองเป็น"รัฐเผด็จการซ่อนรูป"ที่กำจัดผู้เห็นต่างโดยเฉพาะ ขบวนการ ที่พวกมันฝ่ายประชาธิปไตย เรียกอย่างดูถูกดูแคลนว่า"พวกหลงชาติหัวรุนแรง"แต่ในความเป็นจริงเราต้องการหวนคืนสู่รากเหง้าของเราต่างหาก  หรือในบางที่มันได้ทำพันธมิตรกับพวกฝ่ายซ้ายหัวรุนแรง ที่จงเกลียดจงชัง ความเป็นชาติ สังคม และ ศาสนา ซึ้งรอคอยหาโอกาสรุมขย้ำ จิตวิญญาณและรากเหง้าของเรา เพื่อสถาปนาระบอบ"เผด็จการสังคมนิยมคอมมิวนิสต์"ขึ้นมาบน รัฐทุนนิยมประชาธิปไตย ที่ล้มเหลวนั้น เช่น บทเรียนในสาธารณรัฐไวร์มาของเยอรมัน ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง หรือ ใน อดีตราชอาณาจักรฮังการี เป็นต้น
               
                    รัฐประชาธิปไตยแบบตะวันตก นั้นถือเป็นรัฐที่ล้มเหลวและเต็มไปด้วยวัฒนธรรมโสมมซึ้งถูกกัดเซาะไปด้วยสนิมและความรุนแรงในสังคมของพวกเขาเอง กดดันคนรุ่นใหม่ในสังคมให้เริ้มหันกลับไปหารากเหง้าของพวกเขา ซึ้งมีสังคมและชุมชนสมัยโบราณเป็นต้นแบบ ก่อให้เกิดพลวัตรสากลของกลุ่มชนขึ้นมาในการต่อต้าน ประชาธิปไตยจอมปลอม ซึ้งถูกควบคุมโดยชนชั้นนายทุนและนัการเมืองผูกขาดและส้รางประชาธิปไตยยุคใหม่ในแบบสังคมของกลุ่มชนตนเองขึ้นมา

วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2558

ทุนนิยม และ ศีลธรรม


"ศีลธรรมของนายทุน ถูกสอดแทรกอยู่ในการปกครอง
เพื่อควบคุมความคิดเห็นของประชาชนผู้รักชาติ"

โดย นักวิชาการฝ่ายขวา

                                        ศีลธรรม นั้นเป็นตัวบทที่ใช้เป็นบรรทัดฐานหรือเรื่องพื้นฐานแห่งการตระหนักรู้ของสังคมนั้นๆตั้งแต่โบราณกาลผ่านรากเหง้าดั้งเดิมทางศาสนา และถึงแม้มนุษย์เรียนรู้ที่จะไม่ทำผิดกฏของฝูง หรือ สังคม มนุษย์ก็จะยังใช้ศีลธรรมศาสนามาขัดเกลาสังคมและปัจเจกบุคคลของมนุษย์ด้วยเพื่อให้สังคมนั้นมีความเป็นระเบียบและสงบสุข
                                   
                                        ศตวรรษที่ 19 หลังการปฏิวัติศิลปวิทยาการครั้งใหญ่ที่เรียกว่า "เรอนาซองค์" ซึ้งมีบทบาทหัวจักรใหญ่ในการสนับสนุน ลัทธิทุนนิยม และ เสรีนิยม ซึ้งเป็นต้นทางวัฒนธรรมทางโลกของตะวันตกหรือวัฒนธรรมเซูคล่าร์ที่มีอิทธิพลครอบโลกอยู่ในปัจจุบัน นั้นนำไปสู่การเข้ามาครอบงำทางการเมืองของฝ่ายประชาธิปไตยในโลกตะวันตก ซึ้งได้เข้ามามีบทบาทในสังคมและได้ยัดเยียดแนวคิด ลัทธิทางการเงิน อย่างแพร่หลายเพื่อใช้มันในการต่อต้านศีลธรรมดั้งเดิมของมนุษย์คือศาสนาพวกเขาตัดศาสนาออกจากสถาบันและรากเหง้าทางวัฒนธรรมดั้งเดิม ซึ้งนายทุนใช้สิ่งเหล่านี้กัดกร่อนสังคมอย่างช้าๆ และมอบความฝันที่เลื่อนลอยเกี่ยวกับเสรีภาพให้กับประชาชน ระบอบประชาธิปไตยภายใต้กำปั้นเหล็กที่พร้อมทุบทำลาย ผู้ที่ออกมาต่อต้านอำนาจของพวกเขา การวิพากย์วิจารย์การทำงานถูกทำให้เงียบอย่างแยบยลด้วยการใส่ศีลธรรมแบบทาสหรือเซคูล่าร์ผ่านทางกฏหมายลงไปให้กับประชาชน โดยมีชนชั้นปกครองร่วมขบวนการกับพวกนี้ด้วย
                               
                                      นายทุน สร้างศีลธรรมแบบทาสที่ยัดให้กับประชาชนของพวกเขาขึ้นมาได้ยังไง ถ้าหากเราถามแบบนี้เราจะได้รับคำตอบว่า นายทุน สร้างศีลธรรมขึ้นมาเพราะพวกเขาเคยรับใช้ ศีลธรรมเหล่านี้ พวกเขาสร้างสิ่งนี้ขึ้นมา ไม่ใช้แคเพื่อยัดใส่หัวของประชาชนเท่านั้น พวกเขายังได้ทำให้ตัวเองกลายเป็นผู้ที่เชื่องเชื่อ ไม่ต้องคิดและยึดมั่นสิ่งอื่นใดอีกด้วย และ ปัญญา เป็นสิ่งที่พวกเขามองแค่ว่าอยู่ปลายจักรวาลเกินกว่าที่ใครจะเอื้อมไปถึง แม้แต่พวกเขาเองก็ตาม และการคิดกลายเป็นสิ่งต้องห้ามของพวกเขา พวกเขามีความสุขกับเงินที่ได้จากเลือดของกรรมกรร่วมชาติ ซื้อบ้าน และ ใช้ชีวิตหรูหราจอมปลอม ความสุขทางโลกีย์

                                      นายุทนได้ ทำให้ตัวเองพวกเขาจมปลักอยู่ในโคลนตม กับ กลิ่นสาบสางแห่งความโลภและอวิชชา เกิดเป็นกลิ่นสาบสาง ที่ติดตัวแพร่อยู่ในชุมชน ที่กัดเซาะระบบศีลธรรมดั้งเดิมที่ผูกผันกับศาสนาและรากเหง้าทางวัฒนธรรมของชมุชน และ ยัดเยียดวัฒนธรรม-ศีลธรรมแบบเซคูล่าร์ให้แก่ประชาชน เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่พวกเขาเองในการกดขี่และการเอารัดเอาเปรียบพวกเขาต่อสังคมและชุมชน

                                    ศีลธรรม ของลัทธินายทุนที่กล่าวมาทั้งหมด นั้นคือ ความโลภ และ เงิน วิถีชีวิตที่หรูหรา ความสุขแบบโลกีย์ วัตถุนิยม จนไม่อาจใส่ใจบริบททางด้านจิตใจแต่เก่าก่อนของมนุษย์ ที่ดำรงชีวิต เป็น หมู่คณะ มีเอกภาพ พวกเขาได้ทำลายมันด้วย ลัทธิปัจเจกนิยม และ ผลประโยชน์นิยม สุดท้ายแล้ว เราประชาชนผู้รักชาติ ต้องรื้อฟื้นระบบศีลธรรมทางวัฒนธรรมของเราขึ้นมาใหม่ซึ้งไม่ใช้ศีลธรรมที่จำกัดอยู่บนกฏหมายหรือวัฒนธรรมเซูคล่าร์แต่ต้องเป้นศีลธรรมที่ผุดขึ้นมาจากสังคมที่มีจารีตประเพณีอันเข็มแข็ง

อิสลาม กับความรุนแรงในประวัติศาสตร์อารยธรรม


"ชาวมุสลิมนั้นมักชอบกล่าวอ้างเสมอว่าชาวยุโรปนั้นรุกรานพวกเค้าก่อนในสงครามครูเสดโดยที่พวกเขาไม่ได้มองย้อนกลับไปเลยว่าเมื่อ 500 ปีก่อนนั้นกองทัพอิสลามก็ได้รุกรานยุโรปเช่นกันจนก่อให้เกิดเป็นปฎิกริยาขึ้น"

โดย นักวิชาการฝ่ายขวา

ตามความเห็นของ ฮันติงตัน นั้นปฏิกริยาสงครามครูเสดระหว่าง ชาวคริสต์ กับ ชาวมุสลิม นั้น เกิดมาจากการที่"กองทัพอิสลาม"นั้นได้รุกรานยุโรปและยึดครองสเปน ซึ้งในเวลาต่อมานั้นชาวยุโรปได้ตอบโต้ด้วยการบุกยึด"เยรูซาเล็ม"อันเป็นเมืองศักสิทธิ์ทางศาสนาของทั้งคริสต์ และ อิสลาม ก่อเป็นปฎิกริยาจนถึงทุกวันนี้ 

จักรวรดิอิสลาม นั้นถูกสถาปนาขึ้นมาภายหลังศาสดาอิสลาม มูฮัมหมัด ได้สิ้นชีวิตไปแล้วในปี ค.ศ.632 โดย"ราชวงอุมัยยะ"ของอิสลามได้มีการเผยแผ่ศาสนาอิสลามด้วยคมดาบไปยังส่วนอื่นๆในตะวันออกกลางนอกอารเบีย จนเกิดเป็น สงครามขึ้นระหว่าง ชนพื้นเมืองที่นับถือศาสนาต่างๆทั้งคริสต์ตะวันออก โซโรแอสเตอร์ และ ยูดาย กับ ชาวอาหรับที่นับถือศาสนาอิสลาม มีการทำลายล้างศาสนสถานโบราณของชาวคริสต์อาหรับ และในไม่ช้า ตะวันออกลางก็กลายเป็นดินแดนของอิสลามไปไม่ใช้แค่นั้น จักรวรรดิอิสลาม ยังคงทะเยอทะยานกระหายในอำนาจ พวกเขาได้มุ่งสู่ยุโรปด้วยการเข้ายึดสเปน ก่อนที่จะถูกผลักดันออกมาด้วยกองทัพชาวคริสต์ของพระเจ้า ชาร์ล มาร์แต ทำให้กองทัพอิสลามนั้นหยุดแผ่อิทธิพลในยุโรปตะวันตก และ พวกเค้าได้มุ่งสู่ตะวันออกเช่นกันทั้งใน จีน อินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

ในอินเดียนั้นการรุกรานของชาวมุสลิม ก่อเป็นเหตุการณ์บาดลึกในประวัติศาสตร์ของชาวพุทธโดยชาวมุสลิมได้ทำการสังหารพระสงฆ์กว่าสองหมื่นรูปที่นาลันทา และ ทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวพุทธไปกว่าสิบล้านคน แต่สุดท้ายอิทธิพลของอิสลามก็ต้องมาหยุดอยู่ที่พรมแดนทางธรรมชาติที่เรียกว่า"แนวเทือกเขาอาระกัน"ซึ้งสามารถปกป้องพม่า-ผืนแผ่นดินใหญ่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้เป็นอิสระจากอิทธิพลของอิสลามเอาไว้ได้ แต่หมู่เกาะต่างๆของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นไม่สามารถป้องกันอิรภาพของตนเองจากการรุกรานของมุสลิมได้เพราะดินแดนนี้เป็นเส้นทางทางการค้าของชาวอาหรับ-เปอร์เซีย โบราณก่อนที่จะมาเป็นชาวมุสลิม พอชาวมุสลิมได้เข้ามาถึงมีจำนวนมากขึ้นชาวมุสลิมได้ทำการกลืนชนพื้นเมืองเดิมและตั้ง นครรัฐอิสระอิสลาม แข่งกับอำนาจ รัฐพุทธ-ฮินดู ในพื้นที่ก่อนที่จะรวมตัวกันล้มราชวงฮินดู-พุทธ ซึ้งประจักษ์พยานว่าพื้นที่นี้เคยเป็นของชาวพุทธมาก่อนนั้น คือ ศาสนาสถานชาวพุทธโบราณปุโรพุทโธ ส่วนในจีนนั้น ชาวมุสลิม แผ่อำนาจผ่านเอเชียกลางเข้าไปยัง แคว้นอุยเกอร์ ก่อนที่จะมาหยุดอยู่กับที่ตรงกำแพงเมืองจีน และการรุกรานโลกตะวันออกของอิสลาม ก็ได้หยุดชะงักลง

ชาวมุสลิมนั้นมักชอบกล่าวอ้างเสมอว่าชาวยุโรปนั้นรุกรานพวกเค้าก่อนในสงครามครูเสดโดยที่พวกเค้าไม่ได้มองย้อนกลับไปเลยว่าเมื่อ 500 ปีก่อนนั้นกองทัพอิสลามก็ได้รุกรานยุโรปเช่นกันจนก่อให้เกิดเป็นปฎิกริยาตอบโต้ขึ้น ซึ้งทัศนะที่กล่าวมาของชาวมุสลิม คล้ายคลึงกับทัศนะแบบเดียวกันกับที่ พวกคนขาวและจักรวรรดินิยมตะวันตกใช้ คือมักอ้างว่าเป็นภาระของพวกเค้าในการนำคนพื้นถิ่นไปสู่ความเจริญซึ้งมันก็เป็นทัศนะที่ถูกต้องซึ้งสามรถใช้กับบางส่วนของโลกได้ แต่ในขณะเดียวกันโลกบางโลกนั้นก็มีความเจริญรุ่งเรืองในตัวมันเอง เช่น โลกตะวันออก ซึ้งในช่วงนั้นมีความเจริญทั้งทางเทคโนโลยี วิชาการ ศาสนา มากกว่า โลกอิสลามเองเสียอีก 

ภายหลังจากที่ กองทัพมองโกล ได้โจมตีทำลายศูนย์กลางของอารยธรรมอิสลาม ที่เมืองแบกแดด และ ภายหลังสงครามครูเสด ระหว่าง ชาวคริสต์ กับ ชาวมุสลิม แล้ว โลกอิสลามได้แตกแยกเป็น 3 จักรวรรดิใหญ่ ได้แก่ จักรวรรดิโมกุล ซึ้งเป็นจักรวรรดิที่ปกครองอินเดียในขณะเดียวกันก็ได้ทำการกดขี่ประชาชนต่างศาสนาในอินเดียอย่างสุดขีด จักรวรรดิออตโตมาน ของชาวมุสลิมเติร์ก ที่มีอำนาจขยายใหญ่สุดตั้งแต่ ยุโรป(ภูมิภาคบอลข่าน) ไปจนถึงตะวันออกกลาง เป็น จักรวรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และ สุดท้ายจักรวรรดิซาฟาวิด อันเป็นจักรวรรดิของชาวมุสลิมนิกายชีอะร์ ที่ปกครอง อีรัก อิหร่าน(เปอร์เซียเก่า) อัฟกานิสถาน อาเซอร์ไบจาน บางส่วนของตุรกี และ ปากีสถาน รวมไปถึง เติร์กเมนิสถาน ซึ้งทั้งสามจักรวรรดินั้นได้ทำการเข่นฆ่าสังหารบังคับชนพื้นเมือง ในขณะเดียวกับที่ทั้งสามจักรวรรดิใหญ่ของอิสลามเองนั้นก็เข่นฆ่ากันเองเช่นกัน อันเนื่องมาจากความแตกต่างทางนิกายของศาสนา แต่อิสลามก็ยังมีอำนาจอยู่

จนกระทั่งในศตวรรษที่ 19 จักรวรรดิยุโรปที่ได้สถาปนาตนเองขึ้นสู่จุดสูงสุดพวกเค้าได้เดินทางมาถึงโลกอิสลามด้วยวิทยาการใหม่ๆและความสามารถทางเทคโนโลยีที่สูงกว่าโลกอิสลามเพื่อทำการแบ่งแยกอิสลามและล่าอาณาณิคมขนานใหญ่ ส่วนโลกอิสลามนั้นได้เข้าสู่ยุคมืดทางปัญญามีการต่อสู้กันเองระหว่างพวกก้าวหน้ากับพวกสุดโต่งคลั่งศาสนา และนี้นำไปสู่การเสื่อมอำนาจและการประกาศอิสรภาพของชาวยุโรปต่ออำนาจการปกครองของอิสลามแถบบอลข่านในปี ค.ศ.1911 ยุโรปแถบบอลข่าน นั้นได้ทำการประกาศอิสรภาพและปฎิเสธการกดขี่ข่มเหงจากชาวมุสลิมและรัฐอิสลามต่อชาวคริสต์ออร์โทด็อก ซึ้งเป็นเครื่องหมายที่ว่าพวกเขาจะไม่ยอมทนรับการกดขี่ข่มเหงจากชาวอิสลามอีกต่อไปแล้ว และนำไปสู่สงครามกับจักรวรรดิออตโตมาน ซึ้งในท้ายที่สุดผู้กดขี่ก็พ่ายแพ้ ยุโรป มีอิสรภาพแล้ว อิสรภาพในการตัดสินตัวเองทั้งหมด ส่วนในเอเชียนั้น ราชวงโมกุลของอิสลามได้ล่มสลายไปแล้วจากการต่อต้านของชาวอินเดียผู้ไม่ยอมโดนกดขี่จากอิสลามอีกแล้วแต่อินเดียก็ยังคงตกอยู่ใต้อิทธิพลของตะวันตกแต่ในอีกไม่ช้า พวกเขาจะมีสิทธิกำหนดชะตาของเขาเองภายหลังจากที่สงครามโลกครั้งที่สองจบลง

อิสลาม นั้นคือลัทธิของผู้รุกรานที่กระทำการรุนแรงต่อพวกเราชาวพุทธและการจะหยุดยั้งผู้รุกรานนั้นเราควรจะร่วมมือกับผู้รักชาติทั้งหลายเพื่อจัดตั้งขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนในการต่อสู้กับอิทธิพลของอิสลามทุกรูปแบบ และ การกลืนทางวัฒนธรรมของชนชาติมุสลิมซึ้งนั้นต้องอาศัยพลังของประชาชนผู้รักชาติ รักความเป็นธรรม ทั้งหลาย ตื่นเถิดประชาชนชาวไทย อิสลามผู้รุกราน จงพินาศ 

วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2558

ฟาสซิสต์ และ การต่อสู้ในการดำรงรักษาพระศาสนา

"ฟาสซิสต์ นั้นไม่ใช้ระบอบที่ทำลายศาสนาอย่างที่พวกยิวไซออนิสต์หรือพวกจักรวรรดินิยมตะวันตกหุ่นเชิดของตัวมันเองกล่าวอ้างไม่ มิหนำซ้ำลัทธิฟาสซิสต์ยังเป็นลัทธิที่ยืนอยู่ข้างการดำรงของอำนาจทางศาสนาและศาสนิกผู้รักชาติเสียด้วยซ้ำ"

โดย ฆราวาสศาสนิก

                      สำหรับข้าพเจ้าข้าพเจ้ามองนาซีเยอรมันในสมัยนั้นคือพวกนักรบครูเสดในสมัยศตวรรษที่ 11 ซึ้งพวกเขา(นาซี)พยายามกระทำการต่อสู้เพื่อปลดแอกประเทศตนเองเช่นเดียวกับที่พวกครูเสดทำสงครามเพื่อปลดแอก"นครศักสิทธิย์เยรูซาเล็ม"

                        ถ้าเราได้ดูภาพยนตร์ตะวันตก ถ้าเราได้ดูข่าว หรือ โทรทัศน์ เราจะเห็นได้ว่าศตรูตัวร้ายหมายเลขหนึ่งไร้ศาสนาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน คงจะหนีไปไม่พ้น"ชาวฟาสซิสต์"และ"นักสังคมนิยมแห่งชาติ"ทั้งหลายซึ้งถ้าจะอธิบายให้เข้าใจแบบแคบๆกว่านั้น 
                           
                         ก็คงต้องเรียกว่า"พวกนาซี"ซึ้งมักจะถูกหยิบยกขึ้นเป็นศตรูตัวร้ายที่เชื่อใน พลังไสยศาสตร์มนตร์ดำ บ้าคลั่งอำนาจ และ ไม่มีศาสนา ซึ้งนั้นคือคอร์นเซ็ปของนาซีที่เป็นตัวร้ายตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่สอง พอจบสงคราม สงครามเย็นเกิดขึ้น นาซี ก็ถูกหยิบยกเป็นตัวละครชั่วร้ายที่ถูกนำไปเปรียบกับพวกคอมมิวนิสต์ที่กำลังขับเคี่ยวกัน 
                           
                          แต่เมื่อเราลงลึกเจาะลึกเข้าไปในตัวผู้นำของลัทธิฟาสซิสต์ทั้งหลายทั่วโลกตั้งแต่ยุโรปถึงเอเชียแล้วเมื่อเราศึกษาดีๆพวกเขาก็ไม่ใช้คนไม่มีศาสนาแบบที่พวกสื่อที่มีเบื้องหลังคือพวกจักรวรรดินิยมไซออนนิสต์กล่าวหาไม่ 
                           
                           เช่นตัวอย่างตั้งแต่ตัวของผู้นำอย่าง"มุสโสโลนี"เองซึ้งชาวฟาสซิสต์แท้ๆที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ฟาสซิสต์อย่างมั่นคง ก็ได้ให้การสนับสนุนศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกถึงขั้นประกาศเป็นศาสนาประจำชาติและนำหลักศาสนาคริสต์นิกายนี้ไปสอนในโรงเรียนของรัฐทั่วประเทศ 
                           
                             ตัวนายพลโตโจ ผู้นำของ ญี่ปุ่น ในสมัยนั้นเองก็นับถือศาสนาชินโต และนำหลักการบูชิโด ความรักชาติ เทิดทูนองค์จักรพรรดิ ไปสั่งสอนในโรงเรียนรัฐทั่วประเทศ 
                           
                              แม้แต่ตัวของคนที่ใครหลายคนเชื่อว่าเขาเกลียดชังศาสนาคริสต์อย่างตัวของท่านผู้นำ อดอร์ฟ ฮิตเลอร์ แห่งอาณาจักไรซ์ที่สาม เองก็หาใช้คนไม่มีศาสนา หรือต่อต้านศาสนา มิหนำซ้ำตัวเขายังศรัทธาในพระเยซูและศาสนาคริสต์อย่างแรงกล้า ไม่รวมไปถึงการสนับสนุนของพรรคนาซีในการจัดตั้ง ขบวนการฟื้นฟูความเป็นคริสเตียนแท้ของเยอรมัน ทั้งขบวนการที่นามว่า Positive Christianity และ สมาคม Deutsche Christen ซึ้งเป็นหัวหอกของขบวนการฟื้นฟูคริสเตียนของนิกายโปรเตสแตนท์ ที่ต้องการขจัดอิทธิพลของชาวยิวในวงการศาสนาคริสต์ 
                         
                         ฟาสซิสต์ นั้นไม่ใช้ระบอบที่ทำลายศาสนาอย่างที่พวกยิวไซออนิสต์หรือพวกจักรวรรดินิยมตะวันตกหุ่นเชิดของตัวมันเองกล่าวอ้างไม่ มิหนำซ้ำลัทธิฟาสซิสต์ยังเป็นลัทธิที่ยืนอยู่ข้างการดำรงของอำนาจทางศาสนาและประชาชนชาวศาสนิกผู้รักชาติเสียด้วยซ้ำ แถมยังต่อต้านภัยที่ต่อศาสนาอย่างพวกลัทธิคอมมิวนิสต์ ที่จ้องมุ่งร้ายต่อศาสนา ซึ้งแตกต่างจากพวกยิวหรือพวกจักรวรรดนิยมตะวันตกหุ่นเชิดของพวกมัน ที่แอบอ้างถึงการเป็นดินแดนแห่งศาสนาและ ศรัทธา แต่กลับไม่มีการประกาศศาสนาประจำชาติ แถมยังดำเนินตนไปบน วิถีของรัฐเซคิวร่า ที่แยกศาสนาออกจากการเมือง 
                         
                          สิ่งที่จักรวรรดินิยมและชาวยิวกลัวที่สุดไม่ใช้การพัฒนาสิ่งใหม่ๆของผู้ที่ถูกกดขี่จากพวกเขาหรอก แต่เป็นการกลับไปหารากเหง้าของพวกเขาในขณะเดียวกันก็ไปพร้อมกับคามรู้สมัยใหม่ความทันสมัยต่างหากซึ้งจะสั่นคลอนพลังทุนนิยมและวัฒนธรรมของพวกเขาที่ครอบโลกมมาตั้งแต่ยุคสมัยแห่งการล่าอาณานิคมของยุโรปตะวันตก ซึ้งชาวเยอรมันคือตัวอย่างของการผสมผสานระหว่างรากเหง้าทางศาสนาต่อการเมืองชาตินิยมของพวกเขาเอง

ฮิตเลอร์ คริสเตียน และ อาณาจักรไรซ์ที่สาม


"หากเราดูโฆษณาชวนเชื่อจากโลกตะวันตกเราจะเห็นได้ว่า 
พวกเขาพยายามทำให้"ฮิตเลอร์"ดูเหมือนเป็นผู้ที่เชื่อมั่นในไสยศาสตร์ทั้งที่ความจริง เขาก็คือ ชาวคริสเตียน ธรรมดาคนหนึ่ง"

โดย ฆราวาสศาสนิก

                                    ตัวผู้เขียนเองไม่ได้มีแนวคิดที่เป็นฟาสซิสต์หรือนีโอนาซีหากแต่เขียนขึ้นเพื่อสร้างความกระจ่างในเรื่องศาสนาของฮิตเอลร์และอุดมคติทางศาสนาของลัทธิฟาสซิสต์-นาซีนิสต์ ที่เบ่งบานอยู่ในยุโรปของช่วงต้นศตวรรษที่ 20
                                     ในภาพยนตร์และ Propaganda หรือ การโฆษณาชวนเชื่อของทางฝ่ายจักรวรรดินิยมและยิวไซออนนิสต์ นั้น เราจะเห็นได้ว่า พวกเขาพยายามทำให้ ฮิตเลอร์ และนักฟาสซิสต์สายสังคมนิยมแห่งชาติ หรือ นาซี ให้ดูเหมือนเป็น พวกที่คลั่งไคล้ในเวทมนตร์ดำและไสยศาสตร์และพยายามทำให้ อาณาจักรไรซ์ นั้นดูเหมือนเป็นอาณาจักรของปีศาจหรือพวกนอกรีตที่มีแต่ความชั่วช้า ทั้งที่ในความเป็นจริง ตัวของ ฮิตเลอร์เอง นั้นก็เป็นแค่ชาวคริสเตียนคาทอลิก ธรรมดาคนหนึ่ง 
                                     อัตชีวะประวัติของ อดอร์ฟ ฮิตเลอร์ นั้นหากเราศึกษาดูเราจะพบว่าตัวเขาเองเกิดในครอบครัวชาวออสเตรีย-เยอรมัน และเป็นครอบครัวที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกที่เคร่งครัดครอบครัวหนึ่ง มารดาของฮิตเลอร์ ซึ้งก็คือ นางคราล่า เองนั้นก็มักจะทำหน้าที่ของชาวคริสต์คาทอลิกที่ดีด้วยการไป โบสต์ในทุกๆวันอาทิตย์  และ ตัวของ อดอร์ฟ ฮิตเลอร์ เองนั้นก็เคยเรียนในโรงเรียนสอนศาสนาคริสต์ ซึ้งปลูกฝังความเป็นเยอรมัน และ ชาวคริสต์ ให้แก่ตัวเองเขาเองด้วย  
                                     ยุโรป นั้นถือได้ว่าเป็น ทวีป ที่มี วัฒนธรรมใหญ่สองวัฒนธรรม อยู่คู่กัน ตั้งแต่สมัยของอาณาจักรโรมัน นั้นคือ วัฒนธรรมคริสต์ตะวันตกทั้งนิกายคาทอลิกและโปรเตสแตนท์  ซึ้งเป็นวัฒนธรรมส่วนใหญ่ของประชากรในยุโรป กับ วัฒนธรรมยูดาย หรือ วัฒนธรรมยิว ซึ้งกระจัดกระจายอยู่ไปทั่วดินแดนยุโรปตั้งแต่สมัยโบราณ และดูเหมือนว่า วัฒนธรรมยิว จะเป็นวัฒนธรรมชั้นนำที่ควบคุมระบบการเงินเศรฐกิจของยุโรป และมีผลต่อนโยบายทางการเมือง การต่างประเทศ การทหาร ของรัฐบาลในยุโรปที่กู็ยืมเงินของพวกยิวและเป็นขี้ข้ายิวไซออนนิสต์ ซึ้งนั้นนำไปสู่การต่อต้านต่อการดขี่และการขับสู้ของวัฒนธรรมคริสต์ที่ตกเป็นเบี้ยล่างให้แก่วัฒนธรรมของยิว โดยการอาศัยความเคลื่อนไหวของขบวนการชาตินิยมฟาสซิสต์ในภูมิภาคยุโรปเป็นหัวหอกนั้นเอง
                                    การขับสู้ของชาวยุโรปยิ่งรุนแรงมากขึ้น หลังจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ชาวยิว กลายเป็นผู้ควบคุมระบอบเศรฐกิจ และพยายามเข้าไปแทรกแซงด้านการเมืองและการทหาร ของชาติต่างๆในยุโรป นำไปสู่การปฏิวัติคอมมิวนิสต์ในรัสเซีย โดย พรรคบอลเชวิคที่ได้รับการสนับสนุนจากชาวยิว ซึ้งนั้นนำไปสู่สงครามการขับเคี่ยวทางอุดมการณ์ตัวแทนระหว่าง อุดมการณ์ที่ไม่ใช้คอมมิวนิสต์ และ อุดมการณ์คอมมิวนิสต์-ยิว ซึ้งนั้นนำไปสู่ สงครามกลางเมืองในหลายๆประเทศ ทั้ง ในเยอรมัน ออสเตรีย ฮังการี รวมไปถึงการก่อการจลาจลของพวกสังคมนิยมใน ฝรั่งเศษ อเมริกา อังกฤษ ซึ้งในเยอรมัน นั้นการขับเคี่ยวต่อสู้ถือว่ารุนแรงที่สุด มีการกบฏเกิดขึ้นไปทั่วเยอรมัน ตั้งแต่ เบอร์ลิน ไปถึง แซกโซนี ไปถึง ไรน์แลนด์ และ บาวาเรีย อันเป็นการจลาจลของพวกคนงานที่นิยมในลัทธิคอมมิวนิสต์นำไปสู่การต่อสู้ของผู้รักชาติเยอรมัน กับ พวกคอมมิวนิสต์-ยิวแดง ในสงครามปฏิวัติเยอรมัน ซึ้งนำไปสู่ชัยชนะของฝ่ายผู้รักชาติชาวเยอรมัน นั้นเอง 
                                  การขับเคี่ยวระหว่างชาวยุโรปคริสต์กับชาวยิว ยิ่งรุนแรงมากขึ้น ในยุโรป เมื่อ พรรคของผู้รักชาติชาวเยอรมัน นาม พรรคสังคมนิยมแห่งชาติ ขึ้นมามีอำนาจ ซึ้งโฆษณาชวนเชื่อของพวกทุนนิยมเสรีตะวันตกนั้นพยายามบอกเราว่าพวกเขา(นาซี)นั้นไม่ได้นับถือศาสนา โดยยกตั้งแต่พวกผู้นำระดับล่างไปจนถึงสูงของพรรคนาซี รวมไปถึงตัวของฮิตเลอร์เองด้วย ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ตัวของ ฮิตเลอร์ เองได้วางรากฐานแห่งมหาอาณาจักรไรซ์ที่สามด้วย ศาสนาคริสต์ อันเป็นพลังทางวัฒนธรรมร่วมของชาวยุโรปในการต่อต้านชาวยิว ที่กำลังเข้ามาบงการครอบงำภูมิภาคนี้และสุมไฟสงคราม สร้างสถานการณ์ ซึ้งเห็นได้จาก ขบวนการคริสตเคลื่อนไหวฟื่นฟูโปรแตสแตนท์ของเยอรมัน นาม  Positive Christianity และ สมาคม Deutsche Christen อันเป็นหัวหอกแห่งการต่อต้านการครอบงำทางวัฒนธรรมศาสนาอันน่ารังเกียจของพวกยิว ในยุโรป ซึ้งนี้คือรากฐานแห่งอาณาจักรไรซ์ที่สาม ซึ้งดำเนินไปบนวิถีหรือเองไปทางศาสนา หาใช้ตามแนวโฆษณาชวนเชื่อของเหล่าสมุนจักรวรรดินิยมไซออนนิสต์ไม่   

ไท(ย)

 
"รัฐบาลไทย หรือ รัฐบาลกรุงเทพ ในรูปของ
"รัฐทุนนิยมประชาธิปไตย"ในปัจจุบันนั้นไม่เคย 
เข้าไปมีบทบาทในการช่วยเหลือหรือปกป้อง คนเชื้อชาติเดียวกัน" 

โดย นักวิชาการฝ่ายขวา

ถ้าหากเราพูดถึงคำว่า"คนไทย"นั้นก็คงหมายถึง คนไทย ที่อยู่ใน รัฐไทย เท่านั้น แต่ถ้าเราพูดถึง คนไท แล้วนั้นเราหมายถึง กลุ่มชาติพันธุ์ขนาดใหญ่ ที่อาศัยอยู่ใน"อุษาอาคเนย์"อันมีความสัมพันธุ์โดยตรงต่อ คนไท ทุกผู้ทุกคนซึ้งอยู่ใน รัฐไทย ในฐานะของ พี่น้อง ร่วมสายเลือดเดียวกัน ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับ รัฐไทย ที่ถูกสถาปนาบนดินแดนที่เหลืออยู่ของ"อาณาจักรรัตนโกสินทร์"หรือ กรุงเทพซึ้งถูกตั้งขึ้นมาด้วยความจำเป็นในลักษณะทางการเมืองที่ รัฐไทย กำลังเผชิญหน้ากับ จักรวรรดินิยมตะวันตก ซึ้งไม่สอดคล้องต่อสภาพภูมิศาสตร์ทางเชื้อชาติ เพราะเช่นนั้นแล้ว เราถึงได้เห็นการที่ มี คนไทพลัดถิ่น ซึ้งอาศัยอยู่ในดินแดนที่ถูกชาติตะวันตกบีบบังคับเอาไป ต่างออกมาเรียกร้องขอสัญชาติไทยคืน หรือ แม้แต่ออกมาต่อสู้กับรัฐบาลต่างชาติ ที่ทารุณกดขี่และถูกจัดสรรขึ้นในภายหลังยุคอาณานิคมโดย ชาติตะวันตก ให้ปกครองดินแดนของ"คนไท"นำไปสู่การต่อสู้ของ คนไท พวกต่างๆเช่นใน พม่า เป็นต้น เพื่อนำดินแดนของพวกเขาให้หลุดพ้นจากการตกเป็นเมืองขึ้นของ รัฐบาลต่างชาติ ทั้งหลาย เพื่อทวงสิทธิอันชอบธรรมของพวกเขาคืนมาในการที่จะเป็น"คนไท"

ในการศึกษาของนักวิชาการสายหลักต่อความเป็น คนไท นั้นได้ให้ความเห็นที่ตรงกันว่าประวัติศาสตร์ของคนไท นั้นเริ้มขึ้นในบริเวณทางตอนใต้ของจีน นั้นคือใน"มณฑลยูนนาน"โดยได้มีการจัดตั้ง รัฐอิสระของคนไท ขึ้นมาปกครองตนเองในทางใต้ เช่น น่านเจ้า ซึ้งในบริเวณนั้นถือได้ว่าเป็น อู่อารยธรรมของคนไทโบราณ จนกระทั่ง"รัฐไท"ล่มสลายลงในพุทธศตวรรษที่ 14 ด้วยการรุกรานของกองทัพขนาดใหญ่ที่เข้ามาแย่งชิงแผ่นดินของชาวจีนฮั่น ทำให้ คนไท บางส่วนได้อพยพลงไปมาทางใต้ นำไปสู่การจัดตั้ง อาณาจักรของคนไทต่างๆเช่น อาณาจักรเมาของไทใหญ่ ล้านช้าง ล้านนา ละโว้ สุโขทัย นครศรีธรรมราช และ อยุธยา รวมไปถึง กรุงเทพ

ก่อนยุคล่าอาณาณิคมของตะวันตกนั้น อาณาจักรรัตนโกสินทร์ ได้ผนวกเอาดินแดนต่างๆที่ประกอบไปด้วย"คนไท"พวสกต่างๆเข้ามาไว้ด้วยกัน โดยการการปกครองแบบประเทศราช ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ กรุงเทพ ซึ้งเมื่อดูจากแผนที่แล้วถือได้ว่า อาณาจักรรัตนโกสิทร์ หรือ กรุงเทพ นั้นได้ขยายครอบคุลมพื้นที่ๆมีขนาดใหญ่กว่าสองเท่าของ รัฐไทย ในปัจจุบันจนกระทั่งการล่าอาณาณิคมได้เกิดขึ้น การที่ รัฐไท ในช่วงนั้นยังคงยึดถือในการปกครองแบบประเทศราชอยู่ทำให้สิ่งที่เรียกว่าเส้นเขตแดน หรือ พรมแดนของรัฐไท นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยสมบรูณ์เท่าไหร่ นำไปสู่การเฉือนดินแดนที่คนไทอาศัยอยู่ออกไป และด้วยคำเป็นทางการเมืองเพื่อไม่ให้ดินแดนถูกเฉือนไปอีกก็ต้องปฎิรูปการปกครองและจัดตั้ง รัฐชาติ ที่มีอาณาเขต ประชากร อธิปไตย และ รัฐบาล ขึ้นมาแทนที่การปกครองของ รัฐบาลแบบเก่า ซึ้งการปฏิรูปในครั้งนี้ก็ได้สำฤทธิ์ผลขึ้นใน รัชกาลที่ 5 ด้วยความกลัวการบีบบีงคับจากชาติตะวันตกในทางหนึ่ง และด้วยความคิดที่อยากสร้าง คนไท ให้เป็นผู้มี"อารยะ"ในอีกทางหนึ่ง นำไปสู่การสร้างความเป็น ไทย ในแบบสมัยใหม่ ที่มักถูกเรียกขานในแบบตะวันตกว่า"โมเดิร์นนิสเซชั่น" (Modernization) ในขณะที่ยังคงวัฒนธรรมไท เอาไว้อยู่

หลังจากยุคล่าอาณาณิคม คนไท นอกดินแดนของรัฐไทย นั้นหวังว่าตนเองจะได้มีอิสระหรือกลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง รัฐไทย ที่ตั้งขึ้นใหม่อีกครั้ง แต่แล้วดินแดนของ คนไท เหล่านั้นก็ถูกแบ่งแยกโดย นักปกครองตะวันตก ที่อาจจะไม่ต้องการเห็นการสร้างเอกภาพร่วมกันระหว่าง คนไท หรือ พวกเขาไม่ต้องการให้ รัฐไทย ซึ้งมีประชาการกลุ่มใหญ่เป็น คนไท เข้าไปสร้างบทบาทหรืออิทธิพลต่อ คนไท ในที่อื่นๆ หรือ อาจเป็นไปได้ว่าพวกเขาไม่ได้สนใจต่อสภาพทางเชื้อชาติ แต่ไม่ว่าจะเป็นเช่นไรพวกเขาได้เริ้มตัดดินแดน ผนวกดินแดน และ ประกาศดินแดน เช่นการประกาศจัดตั้ง"รัฐลาว"ซึ้งลาวนั้นคือ ประชากรคนไท กลุ่มใหญ่ กลุ่มหนึ่งเป็นต้น การกระทำเหล่านี้ของจักรวรรดินิยมทำให้ คนไท นั้นถูกแบ่งแยกออกจากกันด้วยพรมแดนของ รัฐชาติ และเรื่องเหล่านี้ได้เลวร้ายกว่าในยุคของสงครามเย็นเมื่อ จักรวรรดินิยมต่างๆได้เข้ามาเล่นบทบาทโดยการใช้ ดินแดนของคนไทต่างๆเป็นสนามรบ นำไปสู่การประหัตประหารพี่น้องร่วมชาติเดียวกัน พอฝันร้ายยุคสงครามเย็นจบลง พี่น้องสหายคนไทของเราก็ต้องต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในการปกครองตนเองหรือปลดแอกตนเองให้พ้นจากการครอบครองของกองกำลังต่างชาติที่เข้ามา ทารุณกดขี่ พวกเขาแทนที่ พวกจีนเจ็ก พวกคอมมิวนิสต์ หรือ พวกตะวันตก

รัฐบาลไทย หรือ รัฐบาลกรุงเทพ ในรูปของ"รัฐทุนนิยมประชาธิปไตย"ในปัจจุบันนั้นไม่เคย เข้าไปมีบทบาทในการช่วยเหลือหรือปกป้อง คนเชื้อชาติเดียวกัน เช่นรัฐบาลไทยไม่เคย เข้าไปมีส่วนปกป้องชีวิตของ คนไทใหญ่ ในรัฐฉานจากการกดขี่ของพวกทหารทรามชาวพม่า ไม่เคยเข้าไปปกป้องสิทธิทางทรัพย์สิน เสรีภาพของ คนไทสยามในพม่าหรือมาเลเซีย เพราะการปลูกฝังทางวัฒนธรรมแบบไม่ชาตินิยมและเซคูล่าร์หรือฆราวาสนิยม ของเราต่อเรื่องความเป็นชาติซึ้งพยายามจะตัดและผลักใสความคิดเรื่องชาตินิยมและศาสนาออกไปจากสาถบันตางๆในสังคม ทำให้เราไม่มีสำนึกทางวัฒนธรรมต่อกลุ่มชนเดียวกัน

ในประวัติศาสตร์ร่วมความทรงจำอันเลือนลางของคนไท รวมไปถึงในขณะนี้ คนไท ที่อยู่อาศัยในดินแดนต่างๆรวมไปถึง คนไท ในประเทศไทย ต่างกำลังทนทุกข์ทรมานจากการโดนกดขี่โดยคนต่างชาติ และ พวกขี้ข้าเผด็จการจักรวรรดินิยม รวมไปถึงจากการทารุณภายใต้ระบบเผด็จการคอมมิวนิสต์ เราในฐานะ คนไท ต้องร่วมกันแสดงพลังของเราออกมา พลังที่เราต่างจะร้องเสียงเดียวกันว่า"เราคือคนไท"เราจะเผชิญหน้ากับอุปสรรค การต่อสู้ และ เผชิญหน้ากับ ศตรูของเราเพื่อให้พวกเขารู้ว่าเราจะไม่ยอมโดนกดขี่และถูกทารุณอีกต่อไปแล้ว เราจะเลือกวิวัฒนาการในเส้นทางของเราเอง เราจะไม่ยอมโดนยัดเยียด หรือ ถูกบังคับ ตราบใดที่เรายังเป็น คนไท ตราบนั้นจะมีคำว่า"ไท"ต่อไปตราบ จนพงษ์พันธุ์ของเราจะเสื่อมสลาย

ศาสนาพุทธ


โดย นักวิชาการฝ่ายขวา

ก่อนที่ชาวอารยันจะมาถึงในบริเวณที่เราต่างเรียกขานกันไปต่างๆนานาว่า ชมพูทวีป อนุทวีป หรือ อินเดีย นั้น เคยถูกครอบงำด้วยอารยธรรมของชนชาวผิวดำที่เรียกกันว่า ดราวิเดียน ที่มีอำนาจอยู่ในลุ่มแม่น้ำสินธุ ซึ้งชนเผ่าเหล่านี้มีความเชื่อในเทพเจ้าหลายองค์ของศาสนาพราหมณ์เก่า จนกระทั่ง ชาวอารยัน ได้นำกองทัพบุกเข้ามายังอนุทวีปอินเดียตอนเหนือ ชนชาวอารยันเหล่านี้ในตอนแรกได้กระจายตัวอยู่ในบริเวณตอนเหนือของอินเดียต่อมาได้ขยายเข้าไปในตอนกลางของอนุทวีป และได้ประกาศตนเองเป็น ชนชั้นปกครองเหนือ ชาวดราวิเดียน อันเป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิม ซึ้งต่อมา ชาวอารยัน เหล่านี้ได้รับ วัฒนธรรมของชาวดราวิเดียน และได้ตั้ง"ระบบวรรณะ"ซึ้งแปลว่าสี ขึ้นมาซึ้งเป็นระบบการแบ่งแยกชนชั้นทางเชื้อชาติ ระหว่าง ชาวอารยันแท้ กับ ชาวดราวิเดียนผิวดำ โดยได้แบ่งชนชั้นทางสังคมตามลักษณะเชื้อชาติออกเป็น 4 ชนชั้นได้ ชาวอารยันแท้นั้นจะเป็น ชนชั้นพราหมณ์ กษัตริย์ ส่วน ชาวดราวิเดียน นั้นคือ พวกแพศย์ และ ศูทร และ ยังมีอีกชนชั้นที่เกิดจากการแต่งงานข้ามเผ่าพันธุ์ระหว่าง ชาวอารยัน กับ ชาวดราวิเดียน ชนชั้นนั้นคือ ชนชั้นจัณฑาล ซึ้งเป็น ชนชั้นที่จะเป็น ชาวอารยัน ก็ไม่ใช้ ชาวดราวิเดียน ก็ไม่เชิง

  • "ระบบวรรณะคือระบบที่ชาวอารยันตั้งขึ้นเพื่อแบ่งแยกระหว่างชาวอารยันกับชาวดราวิเดียนผิวและป้องกันการกลืนชาติของชาวดราวิเดียนอันเป็นประชากรพื้นเมืองที่มีอำจนวนมากกว่าชาวอารยันแท้เป็นจำนวนมากนำไปสู่การจัดตั้งระบบวรรณณะขึ้นซึ้ง วรรณณะในภาษาอินเดียแปลว่า สี"

ต่อมาการแบ่งแยกทางชนชั้นของอินเดีย การนับถือเทพเจ้าอันหลากหลายของชาวอารยันและชาวดราวิเดียน นำไปสู่การจัดตั้งลัทธิมากมายที่มีนักบวชผู้มีอิทธิฤทธิปาฎิหารย์ ต่างตั้งขึ้นเพื่อแข่งกันในการที่จะมีโภคทรัพย์ทางเศรฐกิจหรือนำความั่งคั่งมาสู่ลัทธิของตนเอง กลายเป็น ยุคมืดของอินเดีย จนกระทั่งได้มีการประกาศ"ศาสนาพุทธ"ขึ้น และ มีการนำคติทางการเมืองของศาสนาพุทธมาใช้ในการปกครองอินเดียนั้นคือ คติจักรวรรดิวัตร และ ทศพิธราชธรรม อันเป็นแนวทางในการชี้นำพระมหากษัตริย์ให้ปกครองบ้านเมืองอย่าง ยุติธรรม และ สร้างคุณงามความดี คตินี้ได้สืบต่อไปถึง จักรวรรดิโมริยะของพระเจ้าอโศกมหาราช ซึ้ง สถาบันของศาสนาพุทธได้รับการยกย่องให้เป็นถึง สถาบันสำคัญลำดับที่สามแห่งจักรวรรดิ

อินเดียนั้นถือได้ว่าเป็นดินแดนทางผ่านของกองคาราวานค้าขายทั้งทางบก ทางเรือของทั้งตะวันตกอันได้แก่ เปอร์เซีย โรมัน กรีก และ ตะวันออก อันได้แก่ จีน ทิเบต เป็นต้น ทำให้ ศาสนาพุทธ จึงได้ขยายตัวไปยังพื้นที่ส่วนต่างๆของเอเชียตามเส้นทางการค้าของอินเดียไปด้วย ซึ้งถือว่าเป็นรอยต่อของตะวันตกและตะวันออกพร้อมกัน ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชนั้นได้มีการส่งสมณฑูตชาวพุทธไปยังดินแดนต่างๆเพื่อเผยแผ่ศาสนา ทั้งในโลกตะวันออกอันได้แก่ เอเชียกลาง เอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมไปถึง โรมัน และ อียิปต์ ในโลกตะวันตกกับตะวันออกลาง

อาณาจักรใหญ่ที่เคยมีอยู่ในอินเดียได้เกิดการแตกแยกและกระจัดกระจาย อินเดีย ได้ถูกโยนลงไปอยู่ในสภาวะที่ยุ่งเหยิงทางอำนาจอีกครั้ง มีการรุกรานของเผ่าชนต่างๆมากมายจาก ทั้ง กรีก เปอร์เซีย กนิษกะ ที่มาจากเอเชียกลาง และ เอเชียไมเนอร์ ซึ้งได้เข้ามายึง ชมพูทวีป หลังจากจักรวรรดิโมริยะของพระเจ้าอโศกมหาราช ล่มสลายลง และการรุกรานนั้นได้ก่อให้เกิดการปฎิสัมพันธุ์ขึ้นระหว่าง ชนที่มาใหม่ กับ ศาสนาพุทธ ทำให้ ชนกลุ่มต่างๆเหล่านี้ต่างรับศาสนาพุทธ มีการสร้างพระพุทธรูปขึ้นใน แคว้นคันธาระของกรีก ก่อนที่จะขยายไปยังส่วนอื่นๆของอินเดีย ศาสนาพุทธ ยังคงรุ่งเรืองสืบต่อมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ 17 

ศาสนาพุทธ ในอินเดียยืนยงอยู่ได้จนถึงพุทธศตวรรษที่ 17 จึงเสื่อมลงอันเกิดจากความพยายามในการกลืนศาสนาพุทธของนักบวชฮินดู และ การเข้ามาของกองทัพอิสลามในอินเดีย ที่ได้ทำลายมหาวิทยาลัยสงฆ์หลายแห่ง เช่นที่ นาลันทา และเข่นฆ่าชาวพุทธไปมากมาย ศาสนาพุทธในอินเดียจึงได้ค่อยๆเสื่อมลงในอินเดียและสูญหายไปจาก อนุทวีปอินเดีย นับแต่บัดนั้น

ประเทศไทย กับ ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้


กลุ่มติดอาวุธก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน ปัตตานี-ภาคใต้ คือ 
กลุ่มทุน"คลั่งศาสนา"อิสลามที่กระทำการสังหารประชาชนผู้ไทพุทธบริสุทธิ์ 
ทำการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐซึ้งมีหน้าที่รักษาความสงบภายในประเทศ 

โดย นักวิชาการฝ่ายขวา

ประวัติศาสตร์ ปัตตานี-ภาคใต้ ก่อนการเผยแผ่ศาสนาอิสลาม

ประวัติศาสตร์ปัตตานี-ภาคใต้ ของไทยนั้นเริ้มต้นเมื่อพุทธศตวรรษที่ 3 เมื่อมีการติดต่อค้าขายกันระหว่างอาณาจักรต่างๆบนพื้นที่ คาบสมุทรมลายู พื้นที่แถบนี้จึงได้รับ อิทธิพลทางศาสนาและการค้า มาจาก อินเดีย ซึ้งมีการนำพระพุทธศาสนาและศาสนาฮินดู มาเผยแผ่แก่ประชาชนในพื้นที่คาบสมุทรมลายู ก่อให้เกิด นครรัฐอิสระทางการค้าของชาวพุทธ และ ชาวฮินดู กระจาย กันอยู่ทั่วคาบสมุทรแหลมมลายู

จนกระทั่งพุทธศตรวรรษที่ 7 ได้มีการถือกำเนิดขึ้นมาของ อาณาจักรทางการค้าในบริเวณ ปัตตานี-ภาคใต้ ของไทยในปัจจุบัน นั้นคือ อาณาจักรลังกาสุกะ ซึ้งมีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาจากการค้ากับต่างชาติและการรับวัฒนธรรมพุทธ-ฮินดู เข้ามา

จนกระทั่งในศตวรรษที่ 10 ได้เกิดมีกลุ่มพ่อค้าชาวเปอร์เซียผู้นับถือศาสนาอิสลาม ได้เข้ามาจัดตั้ง นครรัฐอิสระทั่วบริเวณ คาบสมุทรมลายู มีการกบฏเกิดขึ้นในกลุ่มพ่อค้าชาวมุสลิม ได้มีการล้มล้างและขับไล่ ราชวงศ์ไทยพุทธ-ฮินดู ในพื้นที่ แล้วประกาศตั้ง ราชวงมุสลิม ขึ้นทำให้ประชากรในเมืองลังกาสุกะหันมานับถือศาสนาอิสลามได้มีการทำลายพุทธสถานของชาวพทุธ แต่มีชาวพุทธผู้ยึดมั่นในพระพุทธศาสนาบางส่วนที่ไม่ยอมรับนับถือศาสนาอิสลามจึงได้อพยพออกไปจากอาณาจักรลังกาสุกะและไปเมืองใหม่ในบริเวณพื้นที่"ปัตตานี"

จนกระทั่งศตวรรษที่ 11 อาณาจักรลังกาสุกะซึ้งในตอนนี้เป็นมุสลิมได้ล่มสลายลงแต่ในขณะเดียวกัน อาณาจักรปัตตานีของชาวไทยพุทธผู้หลบหนีออกจาก ลังกาสุกะ ก็เจริญรุ่งเรืองขึ้นในช่วงเวลานั้นเองจนถึงศตวรรษที่ 21 ปัตตานีก็ได้กลายมาเป็น"รัฐอิสลาม"เนื่องจาก กษัตริย์ปัตตานี นาม"เจ้าอินทิรา"ได้ประกาศเข้ารับอิสลาม แต่ประชาชนชาวพุทธบางส่วนที่ยังคงยึดมั่นในศาสนาพุทธยังคงตั้งถิ่นฐานอยู่เหมือนเดิมแม้จะถูกรังแกจากศาสนาใหม่

ประวัติศาสตร์ ปัตตานี-ภาคใต้ หลังการเผยแผ่ศาสนาอิสลาม กับ ปัญหาความขัดแย้ง

หากจะกล่าวถึงความขัดแย้งภายหลังการเผยแผ่ศาสนาอิสลามเราต้องเริ้มที่อาณาจักรปัตตานีหลังยุคของพระเจ้าอินทิราซึ้งละทิ้งศาสนาพุทธไปใส่ใจศาสนาอื่น ก่อน

ภายหลังพุทธศตวรรษที่ 21 บริเวณ ปัตตานี-ภาคใต้ ของไทยได้กลายเป็นพิ้นที่ของอิสลาม และ อาณาจักรปัตตานี ในช่วงเวลานี้คือ อาณาจักรของพ่อค้าชาวมุสลิม จากตะวันออกลางที่ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานผ่านทางการค้าในบริเวณคาบสมุทรมลายู

จนกระทั่งถึงพุทธศตวรรษที่ 24 อาณาจักรปัตตานี  ได้ถูกกองทัพรัตนโกสินทร์ยกเข้ามาโจมตีและผนวกไว้เป็นประเทศราชของสยาม ในช่วงสมัยนั้น รัชกาลที่ 2 ได้ทำการแบ่งหัวเมืองปัตตานีออกเป็น 7 หัวเมืองเพื่อป้องกันการกระด้างกระเดื่องของเจ้าเมืองปัตตานี และในรัชกาลที่ 3 ได้มีบรมราชานุญาติให้ ราชวงกลันตันปกครองปัตตานีต่อไป

ในพุทธศตวรรษที่ 25 รัชกาลที่ 5 ได้ทรงทำการเปลี่ยนการปกครองหัวเมืองทั้งหมดให้เป็นแบบ มณฑล เทศาภิบาล การปกครองของราชวงกลัตันจึงสิ้นสุดลง แต่เจ้าเมืองปัตตานีองค์สุดท้าย นาม อัลดุลการ์เดย์ หรือ พระเจ้าวิชิตภักดี ซึ้งไม่ยอมรับในความเป็นไทย หยิ่งทะนงในเชื้อสายมลายูและศาสนาอิสลามทำการเบียดเบียนคนพุทธ  ได้ทำการกบฏต่อรัฐบาลของรัชากาลที่ 5 ในกรุงเทพ ทำให้ รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดให้นำกองกำลังไปปราบปรามกบฎ และกลายเป็นเหตุการณ์ในปัจจุบัน หากปัตตานี ยังคงยึดมั่นถือมั่นในพระพุทธศาสนาเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้น

ความขัดแย้งในพื้นที่ ปัตตานี-ภาคใต้ กับ การปะทะกันทางอารยธรรม 

ตามทฤษฎีของนักรัฐศาสตร์ความสัมพันธุ์ระหว่างประเทศ แซมมวล พี ฮันติงตัน ได้บรรยายถึงการความขัดแย้งบนกระแสโลกาภิวัติน์ยุคใหม่ภายหลังสงครามเย็นได้ยุติลง นั้นคือความขัดแย้งระหว่างอารยธรรมตะวันตก กับ อารยธรรมที่ไม่ใช้ตะวันตก ตามความคิดเห็นของ แซมมวล พี ฮันติงตัน ความขัดแย้งทางอารยธรรมนั้นเกิดจากการที่ โลกตะวันตก ได้กระทำความรุนแรง และ พยายามที่จะครอบงำอารยธรรมที่ไม่ใช้ตะวันตก เช่น อารยธรรมตะวันออก ภายหลังสงครามเย็นนั้นมา สหรัฐอเมริกาซึ้งเป็นผู้นำของฝ่ายโลกเสรีประชาธิปไตย ได้มีความคิดว่า"อุดมการณ์ประชาธิปไตยของตนนั้นสูงค่า"เหมาะที่คนอื่นจะนำไปใช้ และใช้มีคนบางกลุ่มในอารยธรรมอื่นๆคิดแบบนั้นเช่นกัน ก่อเป็นการปฎิสัมพันธุ์และความขัดแย้งบนโลกยุคใหม่

ภายหลังปี พ.ศ. 2523 เป็นต้นมา ทหารเมืองของฝ่ายเผด็จการประชาธิปไตย และ ทหารป่าเผด็จการคอมมิวนิสต์ ในไทยได้ยุติบทบาทความรุนแรงด้วยการยอมจำนนวางอาวุธเพื่อเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองประเทศในฐานะ"ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย"แต่ กองกำลังติดอาวุธบางกลุ่มของพรรคคอมมิวนิสต์ภาคใต้ ซึ้งก็คือ กองกำลังมุสลิมแบ่งแยกดินแดนมลายูปัตตานี ได้ยุติการเป็น พันธมิตรของ"ผกค"ซึ้งมีบทบาทหน้าที่ในอดีตคือการต่อสู้ทางความคิดกับระบอบเผด็จการประชาธิปไตย ในขณะเดียวกันกับที่มีความต้องการในการจัดตั้ง ระบอบเผด็จการคอมมิวนิสต์ขึ้นมาแทนที่ กลายเป็นบทบาทของกลุ่มคลั่งศาสนาอิสลาม ที่ได้ทำการจัดตั้ง กองกำลังติดอาวุธมุสลิม เข้าต่อสู้กับรัฐบาลไทย เพื่อแบ่งแยกดินแดน ปัตตานี-นราธิวาส ออกจากรัฐไทย และ บังคับให้ประชาชนไทยพุทธออกจากพื้นที่ ก่อเป็นความขัดแย้งบนพื้นที่ทับซ้อนทางอารยธรรม ระหว่าง อารยธรรมพุทธ กับ อารยธรรมอิสลาม

บนกระแสโลกาภิวัติน์ เราได้เห็นความแตกต่างทางด้านอารยธรรมที่มีทำการติดต่อกันอย่่างไม่เคยมีมาก่อน แต่ในขณะเดียวกันเราได้เห้นความขัดแย้งของอารยธรรมในพื้นที่ต่างๆของโลก และในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยที่เปรียบเป็นหน้าบ้านของประเทศไทย ซึ้งกำลังถูกดีไซน์ออกแบบใหม่ให้เป็น"การปะทะกันทางอารยธรรม"

องการค์เอกชน และ ฝ่ายซ้าย กับ การแก้ปัญหา ปัตตานี-ภาคใต้

ฝ่ายซ้าย และ องค์กรเอกชน เอ็นจีโอ คือ"กลุ่มทุน"ที่มักออกมาเรียกร้อง"สันติภาพ"ในพื้นที่ ปัตตานี-ภาคใต้ ของรัฐไทย และมักจะมองว่า กองกำลังทหารในพื้นที่ของรัฐบาลไทย คือ ผู้สร้างความรุนแรง แต่ในขณะเดียวกัน ฝ่ายซ้าย และ องกรค์เอกชน เอ็นจีโอ ไม่เคยกล่วถึงการที่ ประชาชนไทยพุทธผู้บริสุทธุ์ ถูกกองกำลังติดอาวุธก่อการร้ายมุสลิม เข่นฆ่า ไม่เคยกล่าวถึงการที่ กองกำลังทหารไทย ถูกซุ่มโจมตี วางระเบิด และ สังหาร สันติภาพจอมปลอมและเป็นนามธรรม ที่พวกเขาเรียกร้องในพื้นที่คือผลประโยชน์ฝ่ายเดียวของประชาชนมุสลิม กับ รัฐบาลมาเลเซีย ในขณะที่ ประชาชนไทพุทธทั้งในพรมแดนของรัฐไทยและมาเลเซีย ซึ้งเป็นผู้ตกเหยื่อ ที่ไม่เคยได้รับความยุติธรรมเสมอภาคจาก"ชาวมุสลิมมลายู"เลย และไม่เคยได้รับความเห็นใจจากขบวนการที่แอบอ้างต่อสู้เพื่อภาคประชาชน เช่นนี้ นี้คือ กลุ่มสื่อและขบวนการ อ้างผลประโยชนน์แต่ฝ่ายเดียว ในขณะที่อีกฝ่ายยังคงถืออาวุธเข่นฆ่า ประชาชนผู้บริสุทธิ์ และ ทหารผู้มีหน้าที่รักษาความสงบภายในพื้นที่ การเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงของพวกเค้าจะไม่เกิดขึ้นหาก กลุ่มติดอาวุธมุสลิมไม่เลือกที่จะวางอาวุธ ต่อ รัฐบาลไทย และ รัฐบาลมาเลเซีย ผู้ยืนถือแขนโอบอุ้มขบวนการก่อกรร้ายยังไม่ยุติบทบาทสนับสนุน และไม่สร้างความเท่าเทียม ยุติธรรม ให้กับ"ชาวไทยพุทธ"ในพื้นที่มาเลเซีย สันติภาพในบริเวณพื้นที่คงจะเป็นเพียงแค่ความเพ้อฝันของประชาชนคนไทย

ประเด็นความขัดแย้ง และ การเสนอแนวทางแก้ปัญหา โดย องค์กรเลี้ยวขวา

องค์กรเลี้ยวขวา ได้พยายามเสนอประเด็นหลักๆต่อสถานการณ์ต่างๆในพื้นที่ไว้ดังนี้  1.บทบาทความสำคัญของทหารในการสร้างสันติภาพ  กำลังทหารคือผู้ที่มีบทบาทในการดูแลรักษาความสงบ ควบคุมสถานการณ์ ปกป้องชีวิตประชาชนคนไทพุทธในพื้นที่ การที่"กลุ่มทุน" องค์กรเอกชน เอ็นจีโอ และ ฝ่ายซ้าย ที่ออกมาเรียกร้องให้ ทหารถอนตัว ออกไปคือการเปิดโอกาสให้ กลุ่มติดอาวุธก่อการร้ายมุสลิม ทำการเข่นฆ่าคนไทยพุทธทั้ง แรงงาน-กรรรมกร ชาวสวนยาง นักธุรกิจ และพระภิกษุสงฆ์ในพื้นที่ได้อย่างสนุกมือ เพราะเป้าหมายของกองกำลังติดอาวุธมุสลิมไม่ใช้การโจมตีทหารของรัฐไทยเท่านั้น แต่มันยังครอบคลุมไปถึง คนไทยพุทธผู้บริสุทธิ์  อีกจำนวนมากซึ้งอาศัยอยู่ภายในพื้นที่ การถอนตัวของทหาร จะทำให้ ประชาชนไทยพุทธ เป็นอันตรายอย่างมากแต่ในขณะเดียวกัน ทหารก็ไม่สามารถที่จะปกป้องคุ้มครองพลเรือนทั้งหมดและพลเรือนก็ไม่สามรถปกป้องชีวิตของตนเองได้เพราะฉะนั้น บทบาทของพลเรือนคือส่วนสำคัญต่อไป

2.บทบาทความสำคัญของพลเรือนในการสร้างสันติภาพ พลเรือนคือกลุ่มคนที่ไม่ติดอาวุธและเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ต้องทนรับการโจมตีของกองกำลังติดอาวุธมุสลิมหัวรุนแรงในพื้นที่ๆออกลาดตระเวนทำการเข่นฆ่า คนไทยพุทธในพื้นที่ เพื่อขับไล่ออกไป เพราะฉะนั้น บทบาทของพลเรือนมีส่วนสำคัญในการช่วยสร้างสันติภาพ เพราะฉะนั้น รัฐไทย และ กองกำลังทหารของรัฐไทย ควรแจกจ่ายอาวุธให้แก่ ประชาชนพลเรือน ทุกคนเพราะการที่ประชาชนปกป้องตัวเองได้เกิดจากการที่พวกเขามี"อาวุธ"ในการต่อสู้กับขบวนการก่อการร้าย  ที่ออกมาเข่นฆ่าประชาชนทั้งในยามที่พวกเขาออกไปทำงานในตอนเช้า และ ในยามที่พวกเขาเดินทางกลับสู่ที่พักในตอนเย็น การจัดตั้งขบวนการต้านการก่อการร้ายของพลเรือนในพื้นที่คือ สงครามมวลชน ที่ประชาชนจะจับอาวุธต่อสู้กับอิทธิพลศาลเตี้ยของกองกำลังมุสลิมหัวรุนแรงในขั้นต่อไป 

3.การประสานของพลเรือนทั้งในรัฐไทยและนอกรัฐไทยเพื่อต่อสู้กับขบวนการสนับสนุนการก่อการร้ายและขบวนการก่อการร้าย เราต้องเข้าใจว่าสถานการณ์ในสามจังหวัดของไทย คือการที่ขบวนการก่อการร้าย ได้รับการสนับสนุนโดย กลุ่มเงินทุนและขบวนการอีกกลุ่มภายในพื้นที่มาเลเซีย และ ไทย ซึ้งทั้งสองขบวนการนี้ คือ ขบวนการกดขี่ข่มเหง"คนไทยพุทธ"ทั้งแรงงาน-กรรมกร ชาวสวนยาง นักธุรกิจ และ พระภิกษุสงฆ์ ซึ้งอยู่ทั้งสองฝั่งของพรมแดนไม่ให้ทำการประกอบอาชีพ ไม่มีสิทธิเสียงทางการเมือง มีการจับกุมคนพุทธคุมขังโดยไม่มีการไต่สวนสิ่งเหล่านี้สร้างความเจ็บปวดให้แก่คนไทยพุทธ 

              นอกจากนี้กรอบความคิดคลั่งศาสนาได้ถูกใช้เพื่อการฝังหัวให้"ขบวนการก่อการร้าย"ต่อสู้กับรัฐไทย และ เข่นฆ่าคนต่างศาสนาด้วยเพราะความเชื่อ ผ่านโรงเรียนสอนศาสนาที่ได้เงินทุนมาจากกลุ่มผู้สนับสนุนการก่อการร้ายซึ้งไม่ได้เสนอทักษะทางด้านวิชาการให้แก่พวกเขา คือการปลูกฝังให้พวกเขาเหล่านั้นไม่มีความสามรถในการที่จะประกอบอาชีพและทำให้พวกเขาเหล่านั้นคิดรู้สึกว่าตนเองเป็นคนไทย  นำไปสู่การก่อการร้าย โจมตีคนไทยผู้บริสุทธิ์

            เพราะฉะนั้น การประสานงานกันระหว่าง คนไทยพุทธ และ การจัดตั้งขบวนการมวลชนต้านการก่อการร้ายในพื้นที่สองฝั่ง คือ สิ่งที่ต้องทำเพื่อต้านการสนับสนุนการก่อการร้ายที่กระทำต่อ ชาวไทยพุทธ และออกมาเรียกร้องความยุติธรรมในพื้นที่ของสองฝั่ง การเรียกร้องให้ รัฐบาลมาเลเซีย เลิกสนับสนุนหรืออุ้มชูขบวนการสนับสนุนการก่อการร้ายภายในพื้นที่ของมาเลเซียนี้และหันมายอมรับสิทธิความเท่าเทียมกันของคนไทพุทธในพื้นที่ของ"มาเลเซีย"ในการที่จะประกอบอาชีพ มีสิทธิเสียงในทางการเมืองภายในพื้นที่ และมาเลเซียต้องยอมรับประชาธิปไตยในพื้นที่ของคนไทพุทธ ซึ้งเลือกที่จะจัดตั้ง"เขตปกครองพิเศษ"ขึ้นมา รัฐบาลมาเลเซีย ควรแก้ปัญหาในการสร้างความเสมอภาคของคนไทยพุทธ

4.การสร้างประชาธิปไตยรวมศูนย์ในพื้นที่  ประชาธิปไตยนั้นคือสิ่งที่ประชาชนต้องการและจะต้องไม่เอียงไปหาผลประโยชน์ของ กลุ่มคนใด กลุ่มคนหนึ่ง ซึ้งประชาธิปไตย ในพื้นที่นี้คือ ประชาธิปไตยที่ต้องจัดการด้วยกำลังทหาร บางคนอาจสงสัยว่า ทหารจะ"สร้างประชาธิปไตย"ได้เหรอ 

ในกรณีศึกษานี้ เราต้องเข้าใจก่อนว่า ประชาะธิปไตย บางครั้งก็มาจากการใช้กำลัง เช่น การปฎิวัติอเมริกา และ อื่นๆ ประชาชนไทยพุทธ จะเข้ามามีส่วร่วมในการบริหาร ประชาธิปไตย ในพื้นที่ ภายใต้การกำกับดูแลของทหารซึ้งมีหน้าที่"รักษาความสงบ" การสร้างประชาธิปไตย คือการลดปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่าง"ประชาชน"ได้

5.ขบวนการไทยพุทธ สู่ พรรคมวลชน ในพื้นที่  เพื่อสร้างฐานในหมู่ประชาชนไทยพุทธในพื้นที่ให้มีเอกภาพและความเข้มแข็งรวมทั้งการประสานงานกับกองกำลังทหารที่ทำหน้าที่รักษาความสงบ ควรจัดตั้ง พรรคมวชน ขึ้นมาชี้นำ นโยบายทางการเมือง เศรฐกิจ สังคม ในพื้นที่แบบประชาธิปไตยรวมศูนย์ รวมถึง พรรคนี้ คือตัวอย่างของการรณรงค์ในการต่อต้านอำนาจอิทธิพลและศาลเตี้ยของมุสลิม ในภาคต่างๆของไทยเพื่อสร้างความสมานฉันทร์ในหมู่คนไทยพุทธ ที่ต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ ทั้งในพรมแดนของรัฐไทยและรัฐอื่นๆภายใต้ ระบบของประชาธิปไตยรวมศูนย์สังคมนิยมฟาสซิสต์

สรุป  



ประชาชน คือ ผู้ที่มีพลังในการต่อสู้กับขบวนการก่อการร้ายและขบวนการสนับสนุนการก่อการร้าย ผ่านการต่อสู้ของประชาชนผู้รักชาติ ทั้งในแบบภาคประชาชน และ กลุ่มติดอาวุธพลเรือนปกป้องตัวเอง เพื่อทำการเรียกร้องให้ขบวนการมุสลิมทั้งหลายหยุดสร้างความปั่นป่วนหรือการก่อการร้าย และ เพื่อขจัดอิทธิพลของ มุสลิม ในสังคมไทย เราต้องเน้นให้ประชาชนทั้งหลายเห็นถึงความรักชาติ ชาตินิยมยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเรา รัฐบาลไทย คือ ผู้ที่ต้องสร้างความสงบและเจริญรุ่งเรืองต่อผู้คนในประเทศ

การปะทะกันระหว่าง โลกตะวันตก โลกตะวันออก และ โลกอิสลาม


สงครามครูเสด คือ สงครามที่มีการปะทะกันระหว่าง
โลกตะวันตก กับ โลกอิสลาม ในขณะเดียวกันกับที่โลก
อิสลามต้องเผชิญหน้า กับ จักวรรดิมองโกล ของโลกตะวันออก
มันคือความขัดแย้งระหว่างผู้คนใน รัฐ-อารยธรรม ต่างๆ
ที่มีความแตกต่างกันทางก้านเชื้อชาติ ศาสนา หรือ ความเชื่อ

โดย นักวิชาการฝ่ายขวา

กำเนิดโลก

หากจะกล่าวถึงความเป็นไปของความขัดแย้งบนโลกจะต้องเริ้มที่ความแตกต่างระดับใหญ่ที่สุดของ"มนุษย์"เสียก่อนซึ้งนั้นนก็คือความแตกต่างทางด้าน ชาติพันธุ์ ศาสนา พื้นฐานความคิดต่อสิ่งศักสิทธิ์และระหว่าง สิ่งศักสิทธิ์ กับ มนุษย์ พร้อมด้วยระบบพื้นฐานของแนวคิดทางสังคม ครอบครัว ตามทฤษฎีของนักรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ แซมมวล พี ฮันติงตัน ซึ้งปัจจัยเหล่านี้ได้แบ่งแยกให้มนุษย์มีวัฒนธรรมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง"หอบาเบล"ทำมากกว่าการทำให้ผู้คนไม่สามรถพูดคุยกันได้ แต่มันทำให้อารยธรรมอื่นที่ไม่ใช้อารยธรรมของตนเองกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ไม่เคยรู้จักก่อปฎิสัมพันธุ์คู่ขนานกลายเป็นการติดต่ออย่างสันติและความขัดแย้งทางอารยธรรม ซึ้ง อารยธรรม บนโลกใบนี้ สามารถแยกย่อยออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ

1.อารยธรรมโลกตะวันตก ที่มีรากฐานมาจาก วัฒนธรรมโรมัน-กรีก บนภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียน ก่อนที่จะแผ่ขยายออกไปยัง พื้นที่ส่วนต่างๆของยุโรปพร้อมกับศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ทำให้ ประชาชาติยุโรป มีอัตลักษ์เป็นแบบแผนเดียวกันเป็นครั้งแรก นั้นคือ การนับถือ ศาสนาคริสต์ทั้งโรมันคาทอลิก และ โปรแตสแตนท์ (ยกเว้น ออโทร์ดอก เพราะออโทร์ดอก มีวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง)

2.อารยธรรมโลกตะวันออก อารยธรรมนี้ถือกำเนิดขึ้นในบริเวณพื้นที่ของเอเชียตะวันออกและมีรากฐานมาจากหลากหลาย วัฒนธรรมทั้ง จีน(ขงจื้อ-เต๋า) อินเดีย(ฮินดู) ญี่ปุ่น(ชินโต) สุวรรณภูมิ(เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ซึ้งทำให้มักมีความขัดแย้งกันอยู่บ่อยๆระหว่าง ผู้คนในรัฐ-วัฒนธรรมแยกย่อยต่างๆ จนกระทั่งถึงยุคของการเผยแผ่ศาสนาพุทธ ทำให้ดินแดนต่างๆในพื้นที่รับเอาศาสนาพุทธไปเป็นศาสนาประจำชาติด้วย จนกระทั่งศาสนาพุทธในอินเดียได้เสื่อมลงในศตวรรษที่ 17 จากการรุกรานของกองทัพมุสลิมเติร์ก ทำให้อัตลักษ์ทางด้านศาสนานพื้นที่ได้สิ้นสุดลง แต่โลกตะวันออก ยังมีอีกอัตลักษ์ที่สามรถนำมาใช้ทดแทนทางด้านศาสนาได้ นั้นคือ ความเป็นคนเอเชียผิวเหลือง(มองโกลอยด์)ยกเว้น อินเดีย ทำให้ โลกตะวันออก เป็นหนึ่งในการแข่งขันระหว่างโลกอารยธรรม

3.อารยธรรมโลกอิสลาม อารยธรรมนี้ไม่สามารถจัดเป็นส่วนหนึ่งของโลกตะวันออก ได้เนื่องจากความแตกต่างทางด้าน วัฒนธรรม และ เชื้อชาติ ที่แปลกแยกจากโลกตะวันออกดั้งเดิมทั้งมวล อารยธรรมอิสลาม นี้ถือกำเนิดขึ้นในบริเวณ อารเบีย เมื่อ 1,400 ปีก่อน และ มีรากฐานมาจาก"ศาสนาใหม่"นั้นคือ ศาสนาอิสลาม 


สงคราม กับ การปะทะกันระหว่างโลกในยุคบรรพกาล

สงครามระหว่างโลกตะวันตก กับ โลกตะวันออก และ โลกอิสลาม ในยุคบรรพกาล คือ สงครามระหว่างมนุษย์ที่มีพื้นฐานแตกต่างจากกัน ก่อให้เกิดการปะทะกันเพื่อแสวงหาและเข้าแย่งชิง แหล่งทรัพยากรอันสำคัญ ฐานที่มั่นทางการทหาร และ เศรฐกิจ เพื่อใช้หล่อเลี้ยงผู้คนในอารยธรรมของตนเอง ก่อให้เกิดการต่อสู้กันระหว่าง อารยธรรม และ โลก และการต่อสู้ได้นำไปสู่ วิวัฒนาการณ์ของอารยธรรม ยุคนี้คือ ยุคแห่งความรุ่งเรืองของ ตะวันออก ที่เข้มแข็ง และ เจริญรุ่งเรือง ก่อนที่อารยธรรมจะเผชิญกับสงครามและยุคมืดของปัญญาตะวันออก

ในช่วงศตวรรษที่ 10 โลกต่างๆได้เผชิญหน้ากันเป็นครั้งแรก ด้วยความขัดแย้งของการขยายอำนาจระหว่างอารยธรรม โดย อารยธรรมใหม่ นั้นคือ"อิสลาม" ได้เผชิญหน้ากับ อารยธรรมตะวันตก ในระเบียบของยุโรป ครั้งแรกเมื่อกองทัพอิสลามได้รุกเข้าสู่สเปน อันเป็นส่วนหนึ่งของ"ยุโรปแอตแลนติก"ก่อให้เกิดความเจ็บแค้นขึ้นในจิตใจของ ชาวคริสต์ยุโรปทุกผู้ทุกคน เมื่อเป็นเช่นนั้น ยุโรป จึงทำการตอบโต้ด้วยการเข้ายึดครอง"เยรูซาเล็ม"ก่อเป็น"สงครามศาสนา"ขึ้น ในขณะเดียวกัน โลกตะวันออก ภายใต้การรวมเป้นหนึ่งของ จักรวรรดิมองโกล ก็ได้ยกทัพเข้าโจมตี รัฐคริสต์ยูเรเซีย(รัสเซีย) รัฐคริสต์ตะวันตก และ รัฐอิสลาม การแผ่ขยายอำนาจของ จักรวรรดิมองโกล ขยายกินพื้นที่ของโลกนั้นคือ เอเชียกับ ยุโรป ไปกว่า 70 เปอร์เซ็น เป็นจักรวรรดิตะวันออกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในขณะที่โลกอิสลามก็เผชิญหน้ากับคริสต์ตะวันตกและมองโกล(ตะวันออก)พร้อมกัน ในขณะที่ คริสต์ ก็ต้องเผชิญหน้า กับทั้งอิสลาม และ มองโกล ที่รุกเข้ามาผ่านทางรัสเซีย สงครามการปะทะกันครั้งนี้ได้ทำลาย"เมืองแบกแดด"อันเป็นอู่อารยธรรมโบราณและศูนย์กลางอิสลามอาหรับให้พังพินาศไปไม่ใช้จาการโจมตีของตะวันตกแต่เป็นของชาวตะวันออกนั้นคือ มองโกล ทำให้ อิสลาม ต้องถอยร่นเข้าไปถึงตอนในนั้น คือ ซีเรีย และ อียิปต์ พร้อมกับ สถาปนา สหพันธุ์มุสลิม ระหว่าง อียิปต์ กับ ซีเรีย ขึ้นเพื่อต่อต้าน ตะวันตก และ ตะวันออก "ลมตะวันออก"ยังคงพัดแรงกว่าลมทั้งสองโลก คือ "ลมตะวันตก"และ"ลมตะวันออกกลาง"(อิสลาม)

ในช่วงศตวรรษที่ 11 จักรวรรดิมองโกลแห่งตะวันออก ยึดพื้นที่ของตะวันออกดั้งเดิม นั้นคือ เอเชียกลาง คืนมาจาก อิสลามได้พวกเขาได้ สร้าง ศูนย์กลางการค้าที่เมือง คาราโครัม อันเป็นศูนย์กลางของมองโกล เพื่อทำการค้าผ่านเส้นทางสายไหม

ในช่วงศตวรรษที่ 12 เส้นทางสายไหม ถูกเปิดขึ้นอีกครั้งเมื่อ ตะวันออก สามารถยึดพื้นที่คืนจาก รัฐอิสลามเอเชียกลาง ได้ก่อให้เกิดการติดต่อค้าขายการแลกเปลี่ยนระหว่าง วัฒนธรรมระหว่างตะวันตกกับตะวันออก จนกระทั่ง รัฐอิสลามออตโตมัน ถือกำเนิดขึ้นเป็นเหตุให้"เส้นทางสายไหม"เสื่อมลง และการติดต่อของโลกตะวันตกและตะวันออก ได้ขาดหายไปเป็นเวลากว่า 200 ปี


จักรวรรดินิยม โลกาภิวัติน์ และ การเชื่อมต่อกันระหว่างอารยธรรมในโลกยุคใหม่

ความขัดแย้งระหว่างอารยธรรมในยุคบรรพกาล นั้นถือกำเนิดขึ้นครั้งแรก ด้วยการการเปิดเส้นทางสายไหมครั้งใหญ่ แต่ในยุคสมัยใหม่มันถือกำเนิดขึ้นมาจาก"จักรวรรดินิยมของยุโรป"และจะกล่าวถึงโลกตะวันตกภายใต้ระเบียบของยุโรป และ สหรัฐอเมริกา ซึ้งยุคนี้ คือ ยุคระเยีบและอำนาจของตะวันตก

ในช่วงศตวรรษที่ 12 โดย"จักรวรรดิมองโกล"ก่อให้เกิดการเชื่อมต่อกันครั้งแรก ระหว่าง โลกตะวันตก กับ โลกตะวันออก เส้นทางสายไหม นี้เป้น เส้นทาง ที่นักเดินทางตะวันตก ชาวเวนิส มาโค โปโล ใช้เดินทางสู่เมืองจีนเพื่อทำการค้าขายกับ"ราชสำนักจีน"

จนกระทั่งในช่วงศตววรษที่ 15 เส้นทางสายนี้ได้ถูกปิดลง เมื่อ"จักรวรรดิออตโตมัน"อันเป็น"รัฐอิสลาม"เรืองอำนาจ มันได้เพิ่มต้นทุนในการเข้าถึง วัตถุดิบ และ การค้าขาย กับ โลกตะวันออก โลกตะวันตก ในยุคสมัยของ"ยุโรปแอตแลนติก"ได้พยายามเลี่ยง ตุรกี อย่างสุดๆพวกเขาได้พัฒนาแนวคิดเรื่องโลกกลม ขึ้นมา และ คิดว่าเส้นทางทะเล เป็นเส้นทางที่สั่้นที่สุดในการติดต่อค้าขายกับตะวันออก เมื่อ เทคโนโลยี ของพวกเขาพร้อม พวกเขาจึงเริ้มออกเดินเรือไปทาง ตะวันออก และ บางส่วนได้เลือกเส้นทางอ้อมแหลมกู็ดโฮบ พวกชาวตะวันตกที่เดินเรือไปตะวันออกนั้นได้พบกับ"ทวีปอเมริกา"ส่วนพวกที่อ้อมแหลมกู็ดโฮบ ไปนั้นพวกเขาได้พบกับบางส่วนของโลกตะวันออกที่ยังคงล้าหลังและได้เข้าไปยึด"หมู่เกาะโมลุกกะ"อันเป็นหมู่เกาะเครื่องเทศ มันคือการกำเนิดของยุค"จักรวรรดินิยมโลกตะวันตก"
ภายในเวลาไม่ถึง 500 ปี "ยุโรป" (ยกเว้น รัสเซีย เราตัดรัสเซียออกเพราะพวกเขาเป็น"ชาวยูเรเซีย"ไม่ใช้ชาวยุโรป) ยึดพื้นที่กว่า 80 เปอร์เซ็นของพื้นที่โลก ในขณะเดียวกัน"จักรวรรดิอิสลาม"ภายใต้การนำของออตโตมันเติร์ก นั้นได้เข้าสู่ยุคมืด มีัเหตุแย่งชิงราชบัลลังระหว่าง"ชนชั้นปกครอง"ในขณะที่ประชาชนยากจนลง ส่วนโลกตะวันออก นั้นเต็มไปด้วย สงครามที่สู้รบกันเอง ระหว่าง ชาวเอเชีย ที่มีความแตกต่างทางด้าน วัฒนธรรม หรือ อาณาจักร ในขณะเดียวกัน ตะวันออกภาคพื้นสมุทร ยังถูกยึดครองโดย"ตะวันตก"

ในช่วงศตวรรษที่ 18 สหรัฐอเมริกา ประกาศเอกราชจากยุโรป และสร้าง"รัฐตะวันตก"ขึ้นบนทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป สูญเสียดินแดนไปกว่า 10 เปอร์เซ็นจากดินแดนทั่วโลก แต่พื้นที่ส่วนใหญ่ยังคงถูกครอบครองโดย ยุโรป ซึ้งทำสงครามฆ่าฟันชนพื้นเมือง และ ทำสงครามกันเอง

ในศตวรรษที่ 19 ยุโรป ได้เข้าสู่ยุคแห่งการปฎิวัติและสงครามกลางเมือง มีการสู้รบกันเองระหว่าง ชาวยุโรป ในขณะที่ยังคงปกครองอาณาณิคมต่างๆทั้งในเอเชียและแอฟริกา ยุโรปยังไม่ล่มสลายแต่เห็นเค้าลางแห่งความเสื่อมของยุโรปแล้ว และ ในช่วงปลายของศตวรรษนี้การรุกรานของยุโรปได้รุนแรงขึ้นในภูมิภาคเอเชีย หรือ โลกตะวันออก อย่างมาก ในปี 1867 สหรัฐอเมริกา ได้ส่งกองเรือภายใต้การนำของพลจัตวา แมทธิว เพอรี่ เข้ามาเพื่อบังคับให้ญี่ปุ่น อันเป็นส่วนหนึ่งของโลกตะวันออกเปิดประเทศ ชนชั้นปกครองของญี่ปุ่นแตกแยกออกเป็น 2 ฝ่าย แต่สุดท้าย สหรัฐอเมริกาก็บังคับให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศสำเร็จ ในขณะเดียวกันกับที่ญี่ปุ่นสามรถรับความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆโดยดำเนินวิถีชีวิตไปในทางของโลกตะวันออกได้ นั้นคือ การสร้างสังคมตะวันออกใหม่เพื่อแข่งขันกับสังคมตะวันตก

ในศตวรรษที่ 20 เป็นยุคที่มีการเผชิญหน้ากันอย่างเข้มข้นและการล่มสลายของอำนาจยุโรปอย่างแท้จริงทั้งสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และ สงครามโลกครั้งที่สอง ซึ้งมันไม่ใช้สงครามของชาวยุโรปหรือโลกตะวันตกอีกต่อไป มันคือ สงครามที่ โลกตะวันตกอยู่อีกฝ่ายหนึ่ง และ โลกตะวันออกฝ่ายหนึ่งได้ร่วมมือกันต่อสู้ กับ โลกตะวันตกอีกฝ่ายหนึ่ง จนเกิดเป็นสงครามที่ยุ่งเหยิง และพอถึงยุคสงครามเย็น มันได้กลับแปรผันเป็นสงครามของโลกตะวันตกที่มีตะวันออกเข้าร่วมสนับสนุน ทุนนิยมตะวันตก ให้สู้กับ พวกคอมมิวนิสต์โซเวียต(คอมมิวนิสต์ไม่ใช้ ตะวันออก แต่เป็น ยูเรเซีย) ในขณะเดียวกันกับที่โลกตะวันออกก็กลายเป็นเหยื่อของจักรวรรดินิยมคอมมิวนิสต์โซเวียตและทุนนิยมตะวันตก

และในช่วงปัจจุบัน(ศตวรรษที่ 21) สงครามเย็นจบลงไปแล้ว ตะวันออกเข้าสู่สภาวะปกติ แต่ยังคงมีบาดแผลจากสงคราม "สหรัฐอเมริกา"ซึ้งเผชิญหน้ากับภัยคุกคามทางอารยธรรมถึงสามครั้งในช่วงระยะเวลา 100 ปี คือ สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง สงครามโลกครั้งที่สอง และ สงครามเย็น ได้กลายมาเป็นมหาอำนาจผู้นำชาติตะวันตก ส่วน"ยุโรป"ภายใต้การนำของหัวจักรใหญ่นั้นคือ ฝรั่งเศษและเยอรมัน นั้นได้ร่วมตัวกันสร้าง"สหภาพยุโรป"ขึ้นมาเพื่อสร้างความเป็นเอกภาพเพื่อสร้างพลังต่อรองกับ รัฐตะวันตกสหรัฐอเมริกา ส่วน รัสเซียได้เข้าสู่การสร้างมหาอำนาจ"ยูเรเซีย"ขึ้นมาอันเป็นการฟื่นฟู"สหภาพโซเวียตเก่า" ส่วนโลกอิสลาม ก็พยายามเพิ่มอำนาจให้กับอารยธรรมตนเอง เช่นกัน ภายใต้โลกยุคใหม่ที่การติดต่อสื่อสาร การเดินทาง การส่งข้อมูลข่าวสารทำได้รวดเร็ว ในขณะที่มีขบวนการข้ามชาติ เป้นผู้เล่นในโลกยุคใหม่ ทำให้โลกต่างๆที่ไม่เคยปฎิสัมพันธุ์กันมาก่อน ได้เคลื่อนเข้ามาใกล้ชิดกันอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดการแย่งชิง การรุกราน และ สงคราม ระหว่าง รัฐในอารยธรรมต่างๆ ตามที่ นักคิดทฤษฎีคนสำคัญ แซมมวล พี ฮันติงตัน กล่าวไว้

เมื่อใดมีความแตกต่างเมื่อนั้นย่อมมีการต่อสู้กันระหว่างมนุษย์ - นักวิชาการฝ่ายขวา

จักรวรรดิมองโกล คือ ตัวแทนของยุคจักรวรรดินิยมตะวันออก
ซึ้งมีอำนาจสามารถ ยึดครองดินแดนที่ยิ่งใหญ่กว่าอาณาจักรโรมันถึง
สองเท่า และ ใหญ่กว่าอาณาจักรกรีกถึง สี่เท่า


ตะวันตก ไม่เคยสนใจเขตแดนหรือเชื้อชาติ


"ทหารไทใหญ่ ที่ต่อสู้เพื่ออิสรภาพของชาวไทยใหญ่ในรัฐฉาน
น่าแปลกที่"ชาวไทใหญ่"นั้นมีเชื้อชาติเดียวกับ"คนไท"ในรัฐไทย
แต่พวกเขาไม่ได้มีอำนาจปกครองตนเอง เช่น คนไทย"

โดย นักวิชาการฝ่ายขวา

                         การต่อสู้กันระหว่าง กองกำลังติดอาวุธเชื้อชาติต่างๆ กับ รัฐบาลฝ่ายเผด็จการทหารพม่า นั้นคือผลพวงมาจากยุคล่าอาณาณิคมที่เจ้านายตะวันตกได้แผ่ขยายอำนาจไปยังส่วนอื่นๆของโลก ในแถบบริเวณใกล้เคียงของเราก็เช่นกัน ในประวัติศาสตร์ของไทยเรานั้น เราจำได้ว่า  เราได้ถูกฉกชิงไม่แค่เพียงดินแดนไปเท่านั้น แต่เรายังถูกฉกชิงประชากรเชื้อชาติเดียวกับเราที่อาศัย อยู่ในดินแดนนั้นๆไปด้วย พวกเขาได้ถูกปกครองด้วยเจ้านายตะวันตก ในขณะที่ รัฐบาลกรุงเทพ ไม่สามารถที่จะช่วยเหลือพวกเขาได้ และพวกเขาอยู่ในสภาพจำยอมต่อสถานะของพลเมืองแห่งรัฐบาลอาณาณิคมไม่ใช้ รัฐบาลอิสระ ที่ไม่ขึ้นตรงต่อใคร  มีคำกล่าวว่า ไทย ไม่ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร ใช้แล้วมันถูกต้อง แต่ ชนเชื้อชาติไท กลับต้องตกอยู่ในสภาพแห่งการเป็นเมืองขึ้น ต่อผู้ปกครองต่างชาติ
                         การล่าอาณาณิคมครั้งใหญ่ของตะวันตก ในช่วงศตวรรษที่ 19 อันได้ชื่ออันสวยหรูว่า ภาระของคนขาวในการนำความเจริญทางวัมนธรรมไปให้ ชนชาติ ที่ด้อยกว่าซึ้งในความเป็นจริงแล้วมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น จริงอยู่ที่ตะวันตกอาจนำเอาความคิดหรือเทคโนโลยีเข้ามามาพัฒนาดินแดนที่พวกเขาเข้าไปยึดแต่แน่นอนไม่ใช้เพื่อชาวพื้นเมืองของชาตินั้นๆ แต่หากเป็นการกดขี่ ชนพื้นเมืองของชาตินั้นๆต่างหาก แม้แต่เป็น ชาวผิวขาวด้วยกันยังไม่เว้นในการสูบทรัพยากร เช่น ชาติยุโรปตะวันออก และ ยุโรปกลาง เช่น เยอรมัน ซึ้งเคยถูกยุโรปตะวันตกสูบเลือดสูบเนื้อมาหลายร้อยปีเป็นต้น พวกเขาเข้ามาจัดระเบียบการปกครองใหม่ จัดตั้ง รัฐบาลอาณาณิคมเผด็จการต่างเชื้อชาติ ขึ้นกดขี่ ชาวพื้นเมืองเจ้าของดินแดนเดิม โดยไม่สนใจเรื่องเชื้อชาติพวกเขาขีดเส้นแบ่งอิทธิพลกันอย่างสนุกมือ แบ่งแยกคนเชื้อชาติเดียวกันให้ออกจากกันเพื่อไม่ให้รวมตัวกันได้
                         ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองจบลง ความเสื่อมของจักรวรรดินิยมคนขาว นำไปสู่การไม่สามารถควบคุมอาณาณิคมอันมีโครงข่ายเชื่อมโยงอยู่ทั่วโลกได้ พวกเขาได้ประกาศยกเลิกอาณาณิคม ซึ้งในบางแห่งก็มีการต่อสู้กัน บางแห่งก็เกิดอย่างสันติ แต่ตะวันตกไม่เคยยอมปล่อยวางพวกเขาวางยาพิษพวกเราด้วยการลากเส้นแบ่งเขตแดนใหม่ตามผลประโยชน์ของพวกเค้า และ จัดตั้ง ชนชั้นปกครองหัวตะวันตกอันเป็นชาวพื้นเมืองขึ้นมาเพื่อกดขี่คนชนชาติเดียวกัน หรืออาจะ กดขี่คนต่างเชื้อชาติในประเทศเดียวกัน เช่น ชาวไทใหญ่ อันเป็นพี่น้องของเราในพม่าซึ้งโดนกดขี่โดย รัฐบาลเผด็จการทหารของพม่า เป็นต้น
                       การต่อสู้กันที่ไม่สิ้นสุดในสงครามของดินแดนบางแห่งที่ตะวันตกไม่ได้ให้ความใส่ใจนออกจากผลปะรโยชน์ของพวกเค้าในการสูบเลือดสูบเนื้อเจ้าของดินแดน นั้นหรือทำมันไม่มีเอกภาพไม่สามารถรวม เชื้อชาติเดียวกันให้เป็นปึกแผ่นเข็มแข้งได้ เพราะฉะนั้นแล้ว รัฐไทย ในปัจจุบันควรมีส่วนเข้าไปช่วยเหลือปกป้องพี่น้องของเราในดินแดนต่างเพราะ ประเทศนี้เป็นประเทศของชาวไท และ ทุกคนที่เป็น คนไท ควรได้รับการปกป้องจากการกดขี่ในฐานะที่พวกเขาเป็นผู้ที่มีเชื้อชาติเดียวกับเราชาวไท ในดินแดนนี้ ความสามัคคีทางเชื้อชาติ นั้นคือ หนึ่งในพลังของผู้รักชาติเช่นเรา 

Free Laos


"ในสถิติมีการคำนวณกันว่า"นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพของลาว"และ"ชาวม้ง" 
ที่รวมตัวกันเป็น"ขบวนการลาวเสรี"ถูกฆ่าสังหารไปไม่ต่ำกว่า 300,000 คนในประเทศลาวหลังยุคสงครามกลางเมืองเป็นต้นมา"

โดย นักวิชาการฝ่ายขวา

                                ในขณะที่เราคนไทยในประเทศนี้(มุสลิม)กำลังเรียกร้องอิสรภาพแทนชาวปาเลสไตน์ใน"ฉนวนกาซ่า"แต่เราคนไทยในประเทศนี้กลับมองข้ามการกระทำอันร้ายกาจและเลวทรามของ รัฐบาลผู้กดขี่ที่ได้รับการสนับสนุนจากต่างชาติมาเข่นฆ่าพี่น้องชนชาติเดียวกันกับเรา ในประเทศที่อยู่ใกล้เคียงกับเรา นั้นคือ "ประเทศลาว" หรือในอีกชื่อหนึ่งที่พวกคอมมิวนิสต์ตั้งให้ คือ"สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว"อันเป็น รัฐผิดกฏหมาย ที่ได้อำนาจมาด้วยการล้มล้างการปกครอง ระบอบสมบรูณญาสิทธิราชย์ และ เข่นฆ่าพี่น้องคนลาวและม้ง อย่างเลือดเย็น มีสิถิติว่า ชาวลาวฝ่ายขวา ทั้ง ลาว และ ม้ง รวมถึง มูเซอ ถูกสังหารไปกว่า 300,000 คนตั้งแต่ภายหลังยุคสงครามกลางเมืองจนถึงยุคปัจจุบันไม่ต้งสงสัยเลยว่า"อาชญากรรม"เช่นนี้ รัฐบาลลาวคอมมิวนิสต์ จะเป็นผู้ก่อคนเดียวหากแต่ มีพวกเวียดนามคอมมิวนิสต์ สนับสนุนอยู่ด้วย นี้คือบทบาทของ รัฐบาลลาวที่อ้างว่ารักชาติ แต่ขายตัวเองให้กับพวกญวณ 
                                  หลังจากสงครามกลางเมืองลาวจบลง"ขบวนการปะเทดลาว"หรือ"แนวลาวรักชาติ" ซึ้งก็คือ พวกคอมมิวนิสต์ ที่ได้รับการสนุบสนุนจากเพื่อบ้านคอมมิวนิสต์อย่าง"เวียดนามเหนือ"ได้ล้มล้างรัฐบาลราชอาณาจักรลาว และ ได้ก่อตั้ง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ขึ้นมา ทำให้ เหล่าเชื้อพระวงศ์ลาว และ พวกลาวฝ่ายขวา อพยพไปอยู่นอกประเทศเป้นจำนวนมาก ทั้งใน สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศษ หรือ แม้แต่ในไทย เอง ส่วนลาวฝ่ายขวาที่ไม่ได้อพยพไปอยู่นอกประเทศ ยังจัดตั้งฐานที่มันอยู่ตามแนวชายแดนของลาว เพื่อต่อสู้และล้มล้าง รัฐบาลลาวคอมมิวนิสต์ และฟื่นฟู"ราชอาณาจักรลาว"คืนกลับมาอีกครั้ง ในขณะเดียวกันชาวลาวนอกประเทศ ได้จัดตั้ง รัฐบาลผลัดถิ่น และ สภาต่างหน้าชนลาวนอกประเทศ เพื่อเป็นองค์กรทางการเมืองชี้นำนอกประเทศลาว รวมไปถึง การส่งความช่วยเหลือด้านเงินทุน ให้แก่ ชาวม้ง ชาวมูเซอ และ ขบวนการเคลื่อนไหวลาวเสรี ทั้งหลาย 
                                 เรายังจำกันได้เสมอในช่วงประมาณปี 2539-2545 ได้เกิดสถานการณ์ความไม่สงบในลาวตั้งแต่เหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตย ขึ้นในลาว ของพวกนักศึกษาลาวเสรี จนเป็นเหตุให้รัฐบาลได้เข้ามาจัดการอย่างเด็ดขาดมีการจับกุมตัว นักศึกษาไปหลายคน บางคนถูกสังหาร บางคนถูกขังลืม ในคุกลับของตำรวจลาว เหตุการณ์ครั้งนั้นได้ทำให้เกิดสภาวะความไม่สงบขึ้น ขบวนการลาวเสรี ได้ทำการต่อต้านรัฐบาล มีการปราบปราม ฐานที่มั่นของชาวม้ง ซึ้งแน่นอน รัฐบาลลาวได้รับความช่วยเหลือจาก รัฐบาลเวียดนาม ที่ต้องการคงสถานะอิทธิพลเอาไว้ ให้ปราบปรามชนกลุ่มน้อยโดยความช่วยเหลือของ ทหารเวียดนาม ชาวม้ง ถูกสังหารไปเป็นจำนวนมาก บางส่วนได้อพยพออกไปนอกประเเทศ มายังไทย เพราะไม่อยากโดนล้างแค้นจากพวกทหารคอมมิวนิสต์ลาว ที่ข่มขืน และ ฆ่า หญิงชาวม้ง และ ชาวลาวที่ต่อต้านพวกมัน
                                สถานการณ์ลาวในปัจจุบันยังคุกรุ่นไปด้วยการต่อสู้เพื่อการปลดแอก แม้ รัฐบาลลาวคอมมิวนิสต์ จะใช้วาทกรรมเรียกพวกเขาว่าพวก"พวกปฏิกริยาขวาจัด"หรือ"พวกรับใช้จักรวรรดินิยม" หรือ "คนบ่ดี" แต่เมื่อเรามองมันทั้งหมด คำเหล่านี้นั้น สมควรเป็นคำที่ใช้พูดด่า รัฐบาลลาวเสียมากกว่า ที่ทำตัวเองเป็นสมุนรับใช้คนต่างด้าวท้าวต่างแดน อย่างเวียดนาม และเราสนับสนุนการต่อสู้ของ"ชาวลาวเสรี"ทั้งในและนอกประเทศ เพื่อสถาปนา"รัฐบาลลาวใหม่"ที่จะปลดแอกตนเองจากพวกเผด็จการมาร์กซิสต์โฮจิมิน เราสนับสนุนพวกเขา FREE LAOS 

Free Shan State


"ชนชาติไท กำลังสูญเสียอิสรภาพ เราโดนเข่นฆ่าจากพวกเผด็จการมาร์กซิสต์
และเผด็จการสมุนนิยมรับใช้จีน หรือ สมุนนิยมตะวันตก แต่ตัวเราเองกลับนิ่งดูดาย"

โดย นักวิชาการฝ่ายขวา 

                                         ในขณะที่เรากำลังเรียกร้องให้"ฉนวนกาซ่า"มีอิสระ แต่เรากลับเมินเฉยต่อแการเข่นฆ่าพี่น้องร่วมสายเลือดชของเราในพม่า โดยเฉพาะ ชนชาติไทใหญ่ ในรัฐฉาน นี้คือ สงครามกู้ชาติของชนชาติไทใหญ่ที่ดำเนินมาเป็นเวลากว่าร้อยปี นี้คือ สงครามศักสิทธิ์เช่นเดียวกับสงครามครูเสดในช่วงเวลาแห่งยุคกลาง
                                         ประวัติศาสตร์ของชนชาติไทใหญ่ นั้นอย่างทีเรารู้กันแต่ก่อนไทยใหญ่เคยถูกปกครองโดย เจ้าฟ้า 12 เมืองแห่งลุ่มแม่น้ำสาละวิน ในช่วงสมัยที่ยังตกเป็นอาณาณิคมของอังกฤษการต่อสู้เพื่ออิสรภาพของชาวไทยใหญ่เริ้มต้นขึ้นอย่างจริงจังในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ชาวไทยใหญ่ ได้เคยให้ความช่วยเหลือแก่ "กองทัพไทย" นั้นคือ "กองพลพายัพ" ในการขับไล่ กองทัพจีนก๊กมินตั้งและกองกำลังอังกฤษ ออกไป จากดินแดน และ ไทยใหญ่ เคยถูกรวมเป็น รัฐหนึ่งของไทย ในชื่อของ จังหวัด "สหรัฐไทยเดิม"แต่ภายหลังจากที่สงครามโลกครั้งที่สอง รัฐฉานของชาวไทยใหญ่ ได้กลับไปอยู่ใต้การปกครองของอังกฤษอีกครั้ง และต่อมาก็อยู่ภายใต้การนำของพม่า มีการทำสนธิสัญญาปางโหลงขึ้นเพื่อเตรียมการให้รัฐต่างๆเป็นดินแดนอิสระ รัฐฉานของไทยใหญ่ ก็คือหนึ่งในนั้นด้วย ภายใต้การลงนามอย่างจริงจังของ นายพลอองซาน นักต่อสู้เพื่อิสรภาพของพม่า แต่ ไม่ทันที่ สนธิสัญญาปางโหลงจะได้ให้เอกราชแก่รัฐต่างๆใน สหภาพพม่า แต่ด้วยความละโมบในทรัพยากรของพวกชนชั้นปกครองของพม่าเองที่หวังจะได้ทรัพยการของชนชาติส่วนน้อย ได้นำไปสู่การรัฐประหารภายใต้การนำของ นายพลเนวิน เขาได้ฉีกสนธิสัญญาปางโหลงและนำกำลังเข้าต่อสู้กับกองกำลังชนกลุ่มน้อยต่างๆทั้ง ไทยใหญ่ มอญ คะฉิ่น ละว้า และ กะเหรี่ยง
                                       ในขณะที่ขบวนการต่อสู้เอกราชของชาวไทยใหญ่นั้นมีหลายกลุ่มแต่กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดเข็มแข็งที่สุดนั้นคือกลุ่ม "MTA"หรือ"กองทัพเมืองไตย" แต่ในช่วงระยะเวลาหนึ่งการทำลายจากข้างในองค์กรได้บ่อนทำลาย กองทัพเมืองไตย ซึ้งเป็นการบ่อนทำลายของ "ทรราชเผด็จการคนจีนในหมู่ชาวไทยใหญ่ ขุนส่า" ผู้นำกองทัพไทยใหญ่ แต่ ก็เป้นพวกค้ายาเสพติด และ ให้สิทธิแก่ทหารชาวจีน ดีกว่า ชาวไทใหญ่ เพราะตัวของ ขุนส่า เองคือ คนเชื้อสายจีน ซึ้งในปัจจุับน ขุนส่า ได้เจรจากับพม่ายอมวางอาวุธโดยแลกกับการที่พม่าจะไม่ส่งตัวเขาให้แก่ทางการสหรัฐอเมริกา และ เขาได้ใช้ชิวิตอย่างสุขสบายในย่างกุ้ง นี้คือการทรยศต่อชาติบ้านเมืองครั้งใหญ่ที่สุด ในประวัติศาสตร์แห่งชนชาติไทใหญ่
                                     ภายหลังการวางอาวุธ และการซ่อนกลของกงอทัพพม่า ทหารไทยใหญ่ ที่เหลือภายใต้การนำของ"เจ้ายอดศึก"ได้หนีไปยังดอยไตแลง และ ตั้ง ปณิธาน ว่า จะกู้ชาติไทยใหญ่ให้ได้ ซึ้งกองทัพของเจ้ายอดศึกนี้หรือในชื่อของ "กองทัพรัฐฉานใต้" หรือ "SSA" ได้ทำกาต่อสู้กับทหารพม่าและรัฐบาลเผด็จการต่างเชื้อชาติอย่างแข้งขัน เพื่อสักวันหนึ่ง ชาวไทยใหญ่ จะได้เป้นเอกราชแก่ตัวเอง 
                                   ในขณะที่เรากำลังเรียกร้องให้"ชาวปาเลสไตน์"เราหันกลับมามองพี่น้องของเรารึยัง ที่ถูกทำลาย เข่นฆ่า โดยทหารเผด็จการต่างเชื้อชาติ นิยมตะวันตก และ จีน ผู้หญิง และ เด็ก อันเป็นเหมือนสายเลือดพี่น้องของเรา ถูกฆ่า ข่มขืน ชาวไทยใหญ่ ไร้บ้านอยู่อาศัย เพราะการโจมตีทำลายหมู่บ้านของทหารพม่า และ พวกพันธมิตรชนกลุ่มน้อยฝักใฝ่พม่า มีการบังคับเปลี่ยนแปลงและกลืนชาติ ชาวไทใหญ่ ในรัฐฉาน ด้วยการทำลายอัตลักษ์ทางภาษาและวัฒนธรรม ซึ้งเราชาวไทยคงนิ่งดูต่อไปไม่ได้อีกแล้ว เราต้องต่อสู้เรียกร้องอิสรภาพแก่ชาวไทยใหญ่ พี่น้องของเรา เราสนับสนุนให้ 
"FREE SHAN STATE"

สงครามโบะชิง ความพ่ายแพ้ของสถาบันพุทธในญี่ปุ่น

"สงครามโบะชิง นั้น ไม่ใช้สงครามระหว่าง
ฝ่ายโชกุน กับ จักรพรรดิ หากเป็นสงครามตัวแทน
ระหว่างวัฒนธรรมพุทธกับชินโตที่ขับเคี่ยวกันในสมัยนั้น"

โดย สัจธรรมและฟาสซิสต์

                                          สงครามโบะชิง นั้นตามประวัติศาสตร์ มันคือสงครามและการฆ่าฟันกันระหว่าง ฝ่ายราชสำนักหรือฝ่ายที่นิยมจักรพรรดิ ซึ้งรวบรวมบรรดาพวก ซามูไรหัวรุนแรงต่อต้านโชกุน พวกต่อต้านตะวันตก และ พวกนักปฏิรูปเมจิ ทั้งหลาย กับ ฝ่ายรัฐบาลทหารของโชกุนโตกุงาวะ ซึ้งได้รับการสนับสนุนจาก ซามูไรฝ่ายอนุรักษ์นิยม และ นักปฏิรูปสายกลางของฝ่ายโชกุน การต่อสู้กันของทั้งสองฝ่าย นำไปสู่การต่อสู้บนวัฒนธรรมสองกระแสของญี่ปุ่นเอง ซึ้งผลหรือตอนจบของมันไม่ใช้แค่การพ่ายแพ้ของฝ่ายสถาบันโชกุนเท่านั้น แต่มันคือการพ่ายแพ้ของพุทธศาสนาในญี่ปุ่นด้วย
                                         ก่อนที่จะกล่าวถึงการสูญเสียสถาบันพุทธในญี่ปุ่นเราต้องพูดถึงการเข้ามาของศาสนาพุทธในญี่ปุ่นก่อน อย่างที่รู้กัน "ศาสนาพุทธ" นั้น เข้ามาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 10 ผ่านทางจีนและเกาหลี กษัตริย์แห่งอาณาจักรแพ็คเจของเกาหลี ได้ทำการส่งราชทูตพร้อมคัมภีย์ทางศาสนาและพระสงฆ์มาเพื่อเผยแผร่ศาสนาในญี่ปุ่น จนนำไปสู่ความขัดแย้งกับ วัฒนธรรมชินโต การต่อสู้กันของวัฒนธรรมสองวัฒนธรรมได้เริ้มต้น คือ วัฒนธรรมของผู้มาใหม่นั้นคือ วัฒนธรรมพุทธ กับ วัฒนธรรมของผู้ศรัทธาในเทพเจ้าหรือคามิเดิม
                                       การต่อสู้กันของสองวัฒนธรรมรุนแรงมากขึ้นจนในท้ายที่ที่สุด"เจ้าชายโชโตกุ"ซึ้งเป็นผู้สำเร็จราชการของจักรพรรดินีซุยโก ได้ก่อการรัฐประหารต่อต้านตระกูลของพวกชินโตต่างๆที่เบียดเบียนศาสนาพุทธ มีการประกาศให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาราชการแทนที่ที่ศาสนาชินโตดั้งเดิม นำไปสู่ยุคแห่งความรุ่งเรืองของศาสนาพุทธในญี่ปุ่น
                                     แต่เมื่อญี่ปุ่นถูกต่างชาติบีบบังคับให้เปิดประเทศในศตวรรษที่ 19 นั้นการเผชิญหน้ากันระหว่างสองวัฒนธรรมได้เกิดขึ้นผ่านตัวละครที่มีอำนาจสองตัวนั้นคือตัวนั้นคือฝ่ายราชสำนักอันได้รับการสนับสนุนจาก พวกนักปฏิรูปเมจิ พวกซามูไรหัวรุนแรงที่ต่อต้านโชกุน และพวกที่ต้องการฟื่นฟูศาสนาชินโต กับ ฝ่ายโชกุน ซึ้งได้รับการสนับสนุน จากพวกซามูไร ที่นับถือและปฏิบัติตามศาสนาพุทธนิกายเซน และ นักปฏิรูปสายกลาง
                                  ความขัดแย้งได้เริ้มต้นเมื่อฝ่ายจักรพรรดิพยายามเรียกร้องอำนาจของพระองค์คืนในฐานะสมุติเทพของศาสนาชินโตโบราณที่ได้รับการฟื้นฟูผ่านนักคิดทางศาสนาชินโตยุคใหม่ ที่เกลียดชังศาสนาพุทธและโชกุน การเรียกร้องของจักรพรรดินั้น นำไปสู่"สงครามโบะชิง"ของฝ่ายราชสำนักและฝ่ายโชกุน ซึ้งฝ่ายโชกุนกลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในสงครามครั้งนี้ซึ้งความพ่ายแพ้นี้ไม่ใช้แค่ความพ่ายแพ้ในทางการรบแตมันคือการพ่ายแพ้ทางวัฒนธรรมของพุทธ การปฏิรูปเมจิของพวกราชสำนัก ก็ได้ทำลายชนชั้นซามูไรและสถาบันโชกุน อันเป็นผู้ให้การอุปถัมย์ศาสนาพุทธนิกายเซนมาโดยตลอด
                               การปฏิรูปเมจิ นั้นพวกเขาทำลายศาสนาพุทธให้ออกไปจากวิถีแห่งความเป็นญี่ปุ่นและตะวันออกพวกเขาแทนที่มันด้วยศาสนาชินโตดั้งเดิม ไปพร้อมๆกับการสร้างรัฐชาติสมัยใหม่ ผ่านพวกซามูไรหัวปฏิรูปตะวันตก ซึ้งพยายามสร้าง"รัฐชินโต"ของพวกเค้าบนเส้นทางสองสาย นั้นคือ ศาสนาชินโต กับ ความทันสมัยแบบตะวันตก ผ่านรูปของการเบียดเบียนศาสนาพุทธ นั้นเอง