สงครามครูเสด คือ สงครามที่มีการปะทะกันระหว่าง
โลกตะวันตก กับ โลกอิสลาม ในขณะเดียวกันกับที่โลก
อิสลามต้องเผชิญหน้า กับ จักวรรดิมองโกล ของโลกตะวันออก
มันคือความขัดแย้งระหว่างผู้คนใน รัฐ-อารยธรรม ต่างๆ
ที่มีความแตกต่างกันทางก้านเชื้อชาติ ศาสนา หรือ ความเชื่อ
โดย นักวิชาการฝ่ายขวา
กำเนิดโลก
หากจะกล่าวถึงความเป็นไปของความขัดแย้งบนโลกจะต้องเริ้มที่ความแตกต่างระดับใหญ่ที่สุดของ"มนุษย์"เสียก่อนซึ้งนั้นนก็คือความแตกต่างทางด้าน ชาติพันธุ์ ศาสนา พื้นฐานความคิดต่อสิ่งศักสิทธิ์และระหว่าง สิ่งศักสิทธิ์ กับ มนุษย์ พร้อมด้วยระบบพื้นฐานของแนวคิดทางสังคม ครอบครัว ตามทฤษฎีของนักรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ แซมมวล พี ฮันติงตัน ซึ้งปัจจัยเหล่านี้ได้แบ่งแยกให้มนุษย์มีวัฒนธรรมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง"หอบาเบล"ทำมากกว่าการทำให้ผู้คนไม่สามรถพูดคุยกันได้ แต่มันทำให้อารยธรรมอื่นที่ไม่ใช้อารยธรรมของตนเองกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ไม่เคยรู้จักก่อปฎิสัมพันธุ์คู่ขนานกลายเป็นการติดต่ออย่างสันติและความขัดแย้งทางอารยธรรม ซึ้ง อารยธรรม บนโลกใบนี้ สามารถแยกย่อยออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ
1.อารยธรรมโลกตะวันตก ที่มีรากฐานมาจาก วัฒนธรรมโรมัน-กรีก บนภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียน ก่อนที่จะแผ่ขยายออกไปยัง พื้นที่ส่วนต่างๆของยุโรปพร้อมกับศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ทำให้ ประชาชาติยุโรป มีอัตลักษ์เป็นแบบแผนเดียวกันเป็นครั้งแรก นั้นคือ การนับถือ ศาสนาคริสต์ทั้งโรมันคาทอลิก และ โปรแตสแตนท์ (ยกเว้น ออโทร์ดอก เพราะออโทร์ดอก มีวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง)
2.อารยธรรมโลกตะวันออก อารยธรรมนี้ถือกำเนิดขึ้นในบริเวณพื้นที่ของเอเชียตะวันออกและมีรากฐานมาจากหลากหลาย วัฒนธรรมทั้ง จีน(ขงจื้อ-เต๋า) อินเดีย(ฮินดู) ญี่ปุ่น(ชินโต) สุวรรณภูมิ(เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ซึ้งทำให้มักมีความขัดแย้งกันอยู่บ่อยๆระหว่าง ผู้คนในรัฐ-วัฒนธรรมแยกย่อยต่างๆ จนกระทั่งถึงยุคของการเผยแผ่ศาสนาพุทธ ทำให้ดินแดนต่างๆในพื้นที่รับเอาศาสนาพุทธไปเป็นศาสนาประจำชาติด้วย จนกระทั่งศาสนาพุทธในอินเดียได้เสื่อมลงในศตวรรษที่ 17 จากการรุกรานของกองทัพมุสลิมเติร์ก ทำให้อัตลักษ์ทางด้านศาสนานพื้นที่ได้สิ้นสุดลง แต่โลกตะวันออก ยังมีอีกอัตลักษ์ที่สามรถนำมาใช้ทดแทนทางด้านศาสนาได้ นั้นคือ ความเป็นคนเอเชียผิวเหลือง(มองโกลอยด์)ยกเว้น อินเดีย ทำให้ โลกตะวันออก เป็นหนึ่งในการแข่งขันระหว่างโลกอารยธรรม
3.อารยธรรมโลกอิสลาม อารยธรรมนี้ไม่สามารถจัดเป็นส่วนหนึ่งของโลกตะวันออก ได้เนื่องจากความแตกต่างทางด้าน วัฒนธรรม และ เชื้อชาติ ที่แปลกแยกจากโลกตะวันออกดั้งเดิมทั้งมวล อารยธรรมอิสลาม นี้ถือกำเนิดขึ้นในบริเวณ อารเบีย เมื่อ 1,400 ปีก่อน และ มีรากฐานมาจาก"ศาสนาใหม่"นั้นคือ ศาสนาอิสลาม
สงคราม กับ การปะทะกันระหว่างโลกในยุคบรรพกาล
สงครามระหว่างโลกตะวันตก กับ โลกตะวันออก และ โลกอิสลาม ในยุคบรรพกาล คือ สงครามระหว่างมนุษย์ที่มีพื้นฐานแตกต่างจากกัน ก่อให้เกิดการปะทะกันเพื่อแสวงหาและเข้าแย่งชิง แหล่งทรัพยากรอันสำคัญ ฐานที่มั่นทางการทหาร และ เศรฐกิจ เพื่อใช้หล่อเลี้ยงผู้คนในอารยธรรมของตนเอง ก่อให้เกิดการต่อสู้กันระหว่าง อารยธรรม และ โลก และการต่อสู้ได้นำไปสู่ วิวัฒนาการณ์ของอารยธรรม ยุคนี้คือ ยุคแห่งความรุ่งเรืองของ ตะวันออก ที่เข้มแข็ง และ เจริญรุ่งเรือง ก่อนที่อารยธรรมจะเผชิญกับสงครามและยุคมืดของปัญญาตะวันออก
ในช่วงศตวรรษที่ 10 โลกต่างๆได้เผชิญหน้ากันเป็นครั้งแรก ด้วยความขัดแย้งของการขยายอำนาจระหว่างอารยธรรม โดย อารยธรรมใหม่ นั้นคือ"อิสลาม" ได้เผชิญหน้ากับ อารยธรรมตะวันตก ในระเบียบของยุโรป ครั้งแรกเมื่อกองทัพอิสลามได้รุกเข้าสู่สเปน อันเป็นส่วนหนึ่งของ"ยุโรปแอตแลนติก"ก่อให้เกิดความเจ็บแค้นขึ้นในจิตใจของ ชาวคริสต์ยุโรปทุกผู้ทุกคน เมื่อเป็นเช่นนั้น ยุโรป จึงทำการตอบโต้ด้วยการเข้ายึดครอง"เยรูซาเล็ม"ก่อเป็น"สงครามศาสนา"ขึ้น ในขณะเดียวกัน โลกตะวันออก ภายใต้การรวมเป้นหนึ่งของ จักรวรรดิมองโกล ก็ได้ยกทัพเข้าโจมตี รัฐคริสต์ยูเรเซีย(รัสเซีย) รัฐคริสต์ตะวันตก และ รัฐอิสลาม การแผ่ขยายอำนาจของ จักรวรรดิมองโกล ขยายกินพื้นที่ของโลกนั้นคือ เอเชียกับ ยุโรป ไปกว่า 70 เปอร์เซ็น เป็นจักรวรรดิตะวันออกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในขณะที่โลกอิสลามก็เผชิญหน้ากับคริสต์ตะวันตกและมองโกล(ตะวันออก)พร้อมกัน ในขณะที่ คริสต์ ก็ต้องเผชิญหน้า กับทั้งอิสลาม และ มองโกล ที่รุกเข้ามาผ่านทางรัสเซีย สงครามการปะทะกันครั้งนี้ได้ทำลาย"เมืองแบกแดด"อันเป็นอู่อารยธรรมโบราณและศูนย์กลางอิสลามอาหรับให้พังพินาศไปไม่ใช้จาการโจมตีของตะวันตกแต่เป็นของชาวตะวันออกนั้นคือ มองโกล ทำให้ อิสลาม ต้องถอยร่นเข้าไปถึงตอนในนั้น คือ ซีเรีย และ อียิปต์ พร้อมกับ สถาปนา สหพันธุ์มุสลิม ระหว่าง อียิปต์ กับ ซีเรีย ขึ้นเพื่อต่อต้าน ตะวันตก และ ตะวันออก "ลมตะวันออก"ยังคงพัดแรงกว่าลมทั้งสองโลก คือ "ลมตะวันตก"และ"ลมตะวันออกกลาง"(อิสลาม)
ในช่วงศตวรรษที่ 11 จักรวรรดิมองโกลแห่งตะวันออก ยึดพื้นที่ของตะวันออกดั้งเดิม นั้นคือ เอเชียกลาง คืนมาจาก อิสลามได้พวกเขาได้ สร้าง ศูนย์กลางการค้าที่เมือง คาราโครัม อันเป็นศูนย์กลางของมองโกล เพื่อทำการค้าผ่านเส้นทางสายไหม
ในช่วงศตวรรษที่ 12 เส้นทางสายไหม ถูกเปิดขึ้นอีกครั้งเมื่อ ตะวันออก สามารถยึดพื้นที่คืนจาก รัฐอิสลามเอเชียกลาง ได้ก่อให้เกิดการติดต่อค้าขายการแลกเปลี่ยนระหว่าง วัฒนธรรมระหว่างตะวันตกกับตะวันออก จนกระทั่ง รัฐอิสลามออตโตมัน ถือกำเนิดขึ้นเป็นเหตุให้"เส้นทางสายไหม"เสื่อมลง และการติดต่อของโลกตะวันตกและตะวันออก ได้ขาดหายไปเป็นเวลากว่า 200 ปี
จักรวรรดินิยม โลกาภิวัติน์ และ การเชื่อมต่อกันระหว่างอารยธรรมในโลกยุคใหม่
ความขัดแย้งระหว่างอารยธรรมในยุคบรรพกาล นั้นถือกำเนิดขึ้นครั้งแรก ด้วยการการเปิดเส้นทางสายไหมครั้งใหญ่ แต่ในยุคสมัยใหม่มันถือกำเนิดขึ้นมาจาก"จักรวรรดินิยมของยุโรป"และจะกล่าวถึงโลกตะวันตกภายใต้ระเบียบของยุโรป และ สหรัฐอเมริกา ซึ้งยุคนี้ คือ ยุคระเยีบและอำนาจของตะวันตก
ในช่วงศตวรรษที่ 12 โดย"จักรวรรดิมองโกล"ก่อให้เกิดการเชื่อมต่อกันครั้งแรก ระหว่าง โลกตะวันตก กับ โลกตะวันออก เส้นทางสายไหม นี้เป้น เส้นทาง ที่นักเดินทางตะวันตก ชาวเวนิส มาโค โปโล ใช้เดินทางสู่เมืองจีนเพื่อทำการค้าขายกับ"ราชสำนักจีน"
จนกระทั่งในช่วงศตววรษที่ 15 เส้นทางสายนี้ได้ถูกปิดลง เมื่อ"จักรวรรดิออตโตมัน"อันเป็น"รัฐอิสลาม"เรืองอำนาจ มันได้เพิ่มต้นทุนในการเข้าถึง วัตถุดิบ และ การค้าขาย กับ โลกตะวันออก โลกตะวันตก ในยุคสมัยของ"ยุโรปแอตแลนติก"ได้พยายามเลี่ยง ตุรกี อย่างสุดๆพวกเขาได้พัฒนาแนวคิดเรื่องโลกกลม ขึ้นมา และ คิดว่าเส้นทางทะเล เป็นเส้นทางที่สั่้นที่สุดในการติดต่อค้าขายกับตะวันออก เมื่อ เทคโนโลยี ของพวกเขาพร้อม พวกเขาจึงเริ้มออกเดินเรือไปทาง ตะวันออก และ บางส่วนได้เลือกเส้นทางอ้อมแหลมกู็ดโฮบ พวกชาวตะวันตกที่เดินเรือไปตะวันออกนั้นได้พบกับ"ทวีปอเมริกา"ส่วนพวกที่อ้อมแหลมกู็ดโฮบ ไปนั้นพวกเขาได้พบกับบางส่วนของโลกตะวันออกที่ยังคงล้าหลังและได้เข้าไปยึด"หมู่เกาะโมลุกกะ"อันเป็นหมู่เกาะเครื่องเทศ มันคือการกำเนิดของยุค"จักรวรรดินิยมโลกตะวันตก"
ภายในเวลาไม่ถึง 500 ปี "ยุโรป" (ยกเว้น รัสเซีย เราตัดรัสเซียออกเพราะพวกเขาเป็น"ชาวยูเรเซีย"ไม่ใช้ชาวยุโรป) ยึดพื้นที่กว่า 80 เปอร์เซ็นของพื้นที่โลก ในขณะเดียวกัน"จักรวรรดิอิสลาม"ภายใต้การนำของออตโตมันเติร์ก นั้นได้เข้าสู่ยุคมืด มีัเหตุแย่งชิงราชบัลลังระหว่าง"ชนชั้นปกครอง"ในขณะที่ประชาชนยากจนลง ส่วนโลกตะวันออก นั้นเต็มไปด้วย สงครามที่สู้รบกันเอง ระหว่าง ชาวเอเชีย ที่มีความแตกต่างทางด้าน วัฒนธรรม หรือ อาณาจักร ในขณะเดียวกัน ตะวันออกภาคพื้นสมุทร ยังถูกยึดครองโดย"ตะวันตก"
ในช่วงศตวรรษที่ 18 สหรัฐอเมริกา ประกาศเอกราชจากยุโรป และสร้าง"รัฐตะวันตก"ขึ้นบนทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป สูญเสียดินแดนไปกว่า 10 เปอร์เซ็นจากดินแดนทั่วโลก แต่พื้นที่ส่วนใหญ่ยังคงถูกครอบครองโดย ยุโรป ซึ้งทำสงครามฆ่าฟันชนพื้นเมือง และ ทำสงครามกันเอง
ในศตวรรษที่ 19 ยุโรป ได้เข้าสู่ยุคแห่งการปฎิวัติและสงครามกลางเมือง มีการสู้รบกันเองระหว่าง ชาวยุโรป ในขณะที่ยังคงปกครองอาณาณิคมต่างๆทั้งในเอเชียและแอฟริกา ยุโรปยังไม่ล่มสลายแต่เห็นเค้าลางแห่งความเสื่อมของยุโรปแล้ว และ ในช่วงปลายของศตวรรษนี้การรุกรานของยุโรปได้รุนแรงขึ้นในภูมิภาคเอเชีย หรือ โลกตะวันออก อย่างมาก ในปี 1867 สหรัฐอเมริกา ได้ส่งกองเรือภายใต้การนำของพลจัตวา แมทธิว เพอรี่ เข้ามาเพื่อบังคับให้ญี่ปุ่น อันเป็นส่วนหนึ่งของโลกตะวันออกเปิดประเทศ ชนชั้นปกครองของญี่ปุ่นแตกแยกออกเป็น 2 ฝ่าย แต่สุดท้าย สหรัฐอเมริกาก็บังคับให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศสำเร็จ ในขณะเดียวกันกับที่ญี่ปุ่นสามรถรับความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆโดยดำเนินวิถีชีวิตไปในทางของโลกตะวันออกได้ นั้นคือ การสร้างสังคมตะวันออกใหม่เพื่อแข่งขันกับสังคมตะวันตก
ในศตวรรษที่ 20 เป็นยุคที่มีการเผชิญหน้ากันอย่างเข้มข้นและการล่มสลายของอำนาจยุโรปอย่างแท้จริงทั้งสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และ สงครามโลกครั้งที่สอง ซึ้งมันไม่ใช้สงครามของชาวยุโรปหรือโลกตะวันตกอีกต่อไป มันคือ สงครามที่ โลกตะวันตกอยู่อีกฝ่ายหนึ่ง และ โลกตะวันออกฝ่ายหนึ่งได้ร่วมมือกันต่อสู้ กับ โลกตะวันตกอีกฝ่ายหนึ่ง จนเกิดเป็นสงครามที่ยุ่งเหยิง และพอถึงยุคสงครามเย็น มันได้กลับแปรผันเป็นสงครามของโลกตะวันตกที่มีตะวันออกเข้าร่วมสนับสนุน ทุนนิยมตะวันตก ให้สู้กับ พวกคอมมิวนิสต์โซเวียต(คอมมิวนิสต์ไม่ใช้ ตะวันออก แต่เป็น ยูเรเซีย) ในขณะเดียวกันกับที่โลกตะวันออกก็กลายเป็นเหยื่อของจักรวรรดินิยมคอมมิวนิสต์โซเวียตและทุนนิยมตะวันตก
และในช่วงปัจจุบัน(ศตวรรษที่ 21) สงครามเย็นจบลงไปแล้ว ตะวันออกเข้าสู่สภาวะปกติ แต่ยังคงมีบาดแผลจากสงคราม "สหรัฐอเมริกา"ซึ้งเผชิญหน้ากับภัยคุกคามทางอารยธรรมถึงสามครั้งในช่วงระยะเวลา 100 ปี คือ สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง สงครามโลกครั้งที่สอง และ สงครามเย็น ได้กลายมาเป็นมหาอำนาจผู้นำชาติตะวันตก ส่วน"ยุโรป"ภายใต้การนำของหัวจักรใหญ่นั้นคือ ฝรั่งเศษและเยอรมัน นั้นได้ร่วมตัวกันสร้าง"สหภาพยุโรป"ขึ้นมาเพื่อสร้างความเป็นเอกภาพเพื่อสร้างพลังต่อรองกับ รัฐตะวันตกสหรัฐอเมริกา ส่วน รัสเซียได้เข้าสู่การสร้างมหาอำนาจ"ยูเรเซีย"ขึ้นมาอันเป็นการฟื่นฟู"สหภาพโซเวียตเก่า" ส่วนโลกอิสลาม ก็พยายามเพิ่มอำนาจให้กับอารยธรรมตนเอง เช่นกัน ภายใต้โลกยุคใหม่ที่การติดต่อสื่อสาร การเดินทาง การส่งข้อมูลข่าวสารทำได้รวดเร็ว ในขณะที่มีขบวนการข้ามชาติ เป้นผู้เล่นในโลกยุคใหม่ ทำให้โลกต่างๆที่ไม่เคยปฎิสัมพันธุ์กันมาก่อน ได้เคลื่อนเข้ามาใกล้ชิดกันอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดการแย่งชิง การรุกราน และ สงคราม ระหว่าง รัฐในอารยธรรมต่างๆ ตามที่ นักคิดทฤษฎีคนสำคัญ แซมมวล พี ฮันติงตัน กล่าวไว้
เมื่อใดมีความแตกต่างเมื่อนั้นย่อมมีการต่อสู้กันระหว่างมนุษย์ - นักวิชาการฝ่ายขวา
 |
จักรวรรดิมองโกล คือ ตัวแทนของยุคจักรวรรดินิยมตะวันออก
ซึ้งมีอำนาจสามารถ ยึดครองดินแดนที่ยิ่งใหญ่กว่าอาณาจักรโรมันถึง
สองเท่า และ ใหญ่กว่าอาณาจักรกรีกถึง สี่เท่า |